วันพฤหัสบดีที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2552

เรื่องของ"เลข 9" ในวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009


หากลองสังเกตรอบตัวสักนิด ณ เวลานี้ จะเห็นป้ายผ้า ป้ายโปสเตอร์ขนาดใหญ่ขึ้นหราทั้งตามสี่แยก ห้างสรรพสินค้า และแม้กระทั่งตามวัดวาต่างๆ ชักชวนให้ทำบุญ หรือประกอบกิจกรรม กิจพิธีอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวันที่ 9 เดือน 9 เวลา 09.09 น. ปี 2009.....
เพราะความเชื่อในเรื่องของ "เลข 9" ว่าเป็นเลขมงคล เป็นฤกษ์งามยามดี เป็นโชค หรืออะไรก็แล้วแต่ที่หมู่คนไทยเวลานี้นิยมยึดเหนี่ยวเป็นที่พึ่งทางใจโดยเฉพาะตัวเลขที่ปรากฏบนปฏิทินของปีฉลู 2009 วันที่ 9 เดือน 9 ถือเป็นเลขสวยที่สุดของศตวรรษก็ว่าได้ความคิดเห็นความเชื่อของเลข 999 ที่ปรากฏขึ้นนี้ แบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่เห็นว่าเป็น เลขมงคล จะทำการต่างๆ หรือพิธีต่างๆ ในวันนี้กันอย่างคึกคัก คนที่ยังไม่มีกิจกรรม ก็จะสรรหา คิดค้นขึ้นมาให้สอดคล้องต้องกับวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงไปยังเลข 9 อาทิ การจัดงานไหว้พระทำบุญ 9 วัด ในวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 หรือ ทำพิธีปลุกเสกพระศักดิ์สิทธิ์ตามวัดต่างๆ เป็นต้นอีกฝ่ายเห็นว่าเป็น เลขลึกลับ น่ากลัว โดยเฉพาะในฝ่ายของคริสต์ศาสนา ที่มีบางพวกเชื่อว่าเป็นวันฟื้นคืนชีพของซาตาน- - ว่าเข้าไปโน่นความจริงคนถือฤกษ์ยาม วันที่ 9 เดือน 9 มีมาเกือบทุกปี พ.ศ.อยู่แล้ว เพราะถือเป็น "กระทิงวัน" ซึ่งความหมายของกระทิงวันบอกไว้ว่า เป็นวันใดวันหนึ่งที่มีเลขตรงกันสามตัวขึ้นไป และปีนี้ปรากฏว่ามีเลข 9 ตรงกัน คือ วันที่ 9 เดือน 9 (กันยายน) ปี 2009 วันเช่นนี้ถือเป็นวันที่มีความแข็งกล้า มีความสำคัญในหลักโหราศาสตร์และไสยศาสตร์โดยเฉพาะในด้านไสยศาสตร์ สายเกจิอาจารย์ที่มีคาถาอาคม ความเชื่อทางไสยศาสตร์ เรื่องเลข 9 สนุกสนานไม่แพ้กัน โดย อาจารย์หนู กันภัย เกจิอาจารย์ด้านสักยันต์ลงคาถาอาคมชื่อดัง กล่าวถึงเรื่องนี้ ว่า เดือนกันยายนมี "วันเสาร์ห้า" เป็นวันแข็ง ถ้าทำพิธีปลุกเสกตามวัดต่างๆ จัดว่าดี และถ้าเป็นวันเสาร์ห้าที่มีเลข 9 คือวันเสาร์ห้าในเดือน 9 แล้วยิ่งจะแรงขึ้นอีกหลายเท่า"ยิ่งถ้าเป็น 999 ก็จะยิ่งดีเข้าไปใหญ่ คือวันที่ 9 เดือน 9 แรม 9 ค่ำ ซึ่งก็คือวันที่ 9 ในเดือนกันยายนนี้ ถือเป็นเลขมงคลอย่างยิ่ง ส่วนใหญ่จะใช้เป็นฤกษ์ในการทำพิธีปลุกเสก หรือพุทธาภิเษกเครื่องรางของขลัง เรียกกันในวงการว่าเป็นฤกษ์ 5 มหาเศรษฐี เป็นวันธงชัย เพราะฉะนั้น ฤกษ์ที่เป็นเสาร์ห้าก็ดี หรือกระทิงวัน 999 ก็ดี จะไม่มีพวกอุบาทว์ จะไม่มีพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก จะเป็นฤกษ์ที่รุกขเทวดามาชุมนุมกัน ซึ่งทางพระสงฆ์เองก็ถือว่าเป็นวันดีวันแข็งขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า"
พระพรหมวชิรญาณอย่างไรก็ดี อาจารย์หนูบอกว่า เรื่องแบบนี้มันแล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคลด้วย เพราะบางคนไม่ถือฤกษ์ยาม หรือมีวิธีแก้เคล็ด พร้อมยกตัวอย่างวัดโสธรวรารามวรวิหาร หรือวัดหลวงพ่อโสธร มีการจัดงานประจำปีทุกปี และบังเอิญว่าวันที่จัดไปตรงกับฤกษ์วันโลกาวินาศ แต่ทางวัดก็ยังจัดโดยมีวิธีแก้ คือจัดพิธีบูชาฤกษ์"สำหรับผมแล้วเห็นว่าวันของคนไทยเราดีทุกวัน ตราบใดที่มีลมหายใจอยู่ดีทุกวันก็ถือว่าดี ส่วนเลข 9 ก็เป็นความเชื่อของคนไทย ที่เชื่อว่าเลข 9 ตามตำราเป็นเลขดีเลขมงคล ขณะที่คนจีนกลับบอกว่า เลข 8 ดี จริงๆ แล้วอย่าไปยึดติดตัวเลขอะไรกันมาก วันไหนก็ดีทุกวัน ขอให้ยึดถือทำความดีเป็นที่ตั้ง เราจะทำความดีจุดธูปไหว้พระ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นวันไหน ทองย่อมเป็นทองแม้อยู่ในน้ำครำก็เป็นทอง หากมีเวลาอยากให้ไปทำบุญกันให้มากๆ ไม่ว่าวันไหนก็ตาม เช่นตอนนี้ที่วัดแม่ตะไคร้ ต.ทาเหนือ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ กำลังจะสร้างโรงทาน ใครอยากไปทำบุญไปได้ทุกวัน เวลา.."ส่วนความเชื่อในทางโหราศาสตร์นั้น "นงนภัส ลิมวิภา" หมอดูที่เรียกตัวเองว่า "มิติแห่งจิตสัมผัส" พูดถึงเรื่องของเลข 9-9-9 ว่า ในวันที่ 9 กันยายนนี้ตามตำราจีนถือว่าเป็นวันธงชัย เหมาะแก่การทำงานมงคลต่างๆ แต่คนไทยส่วนมากจะคิดว่าเลข 9 เป็นสัญลักษณ์ของดาวเกตุ-ดาวเกตุเหมือนกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดาวมงคลคุ้มครอง ในความเห็นของตน เลข 9 เหมือนดาบสองคม ถ้าปฏิบัติดีเลขก็จะส่งเสริม แต่ถ้าไม่ได้ทำในสิ่งที่ดี เลข 9 ก็จะไม่ส่งผลอะไร"จริงๆ แล้วในหลักของตัวเลขวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 มันคือ 9 สามตัวบวกกันแล้วจะได้ 27 ความหมายของศาสตร์ ตัวเลข 27 ร้ายแรงมาก หมายถึงความเป็นอัปมงคล มีแต่เรื่องสูญเสีย โรคภัยไข้เจ็บ ชีวิตมีแต่ปัญหา แต่ไม่ต้องกังวลอะไรมาก คนเราจะทำความดีวันไหนก็ได้ เพราะวันไหนก็ดีทั้งนั้น ถ้าพร้อม เมื่อพร้อมใจก็สบายไม่ว่าจะทำอะไรก็ราบรื่นลงตัว"
(ซ้ายบน) นงนภัส ลิมวิภา (ขวาบน) อาจารย์หนู กันภัย (ล่าง) คนแห่สักยันต์นงนภัสกล่าวเพิ่มเติมในแง่ของโหราศาสตร์ทำนายดวงชะตาในปีที่มีเลข 999 ปี 2552 ว่า สถานการณ์ทั่วไปไม่ถึงกับรุนแรงวิปโยค แต่จะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง วุ่นวาย และน่าเบื่อหน่ายพอสมควร"ที่น่าห่วงคือเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำและไฟ น่าห่วงมากที่สุด ขอให้อย่าประมาทในภัยธรรมชาติ จะรุมกระหน่ำพอสมควร แต่อย่าได้ตกใจกับข่าวต่างๆ มากเกินไป มีสติ แล้วทุกอย่างจะแก้ไขได้ จากนี้ไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น จะมีดีเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น คนส่วนใหญ่ยังเหนื่อยมาก ไม่มีใครช่วยได้นอกจากช่วยตัวเอง โดยการใช้จ่ายอย่างพอเพียง ลดสิ่งที่ไม่จำเป็นลงบ้างแค่นี้ก็ดำรงชีพอยู่ได้แล้ว"ส่วนช่วงปลายปี 2552 ในเดือนธันวาคม นงนภัสบอกว่า จะมีเหตุการณ์ขัดแย้งหนัก ขอให้ทุกคนใจเย็น ใช้ธรรมในการดำรงสติและชีวิต โดยเฉพาะรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน จะสร้างความรักความสุขให้เกิดขึ้น เหตุการณ์ไม่ดีก็จะอ่อนลงไม่ทำร้ายกันในที่สุด"อยากแนะนำให้ทุกคนสวดมนต์บท มงกุฎพระพุทธเจ้า วันละ 18 จบ จะแคล้วคลาดปลอดภัย และอย่าลืมแผ่เมตตาให้สรรพสิ่งด้วย" สาวผู้มีมิติแห่งจิตกล่าวทางด้านพระพุทธคุณ พระพรหมวชิรญาณ เจ้าอาวาสวัดยานนาวา เขตสาทร ซึ่งขณะนี้กำลังมีงานพิธีบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พูดถึงเรื่องของเลข 9 ในเดือนกันยายนนี้ ว่า ในทางพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ยึดถือตัวเลขอะไรทั้งนั้น ฉะนั้น ความเชื่อเรื่องเลข 9 เป็นความเชื่อของประชาชน คือวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 เป็นตัวเลขที่สวย "อาตมาว่าการทำความดีไม่ต้องไปยึดกับตัวเลข ทำดีได้ทุกวัน การทำความชั่ววันไหนก็ไม่ดีทั้งนั้น วันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 ถ้าประชาชนได้ร่วมกันทำความดีเพื่อประเทศชาติ ก็เป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ทางโบราณเขามีกำหนดเอาไว้ตามหลักสถิติ ก็ว่ากันไป ยกตัวอย่างวัดเสาร์ห้ามขึ้นบ้านใหม่ ทำไปแล้วมีเรื่องเดือดร้อน หรือแต่งงานวันพุธไม่ดี ปูที่นอนส่งตัววันพุธไม่ดี อาตมาเองไม่เคยเชื่อในเรื่องโหราศาสตร์ อาตมาเชื่อมั่นตามหลักพระพุทธเจ้าสอน ทุกวันเป็นวันดีหมด เวลาญาติโยมมากราบพระ อยากจะได้วันไหนก็เป็นเรื่องที่ญาติโยมกำหนดเอาเอง ว่าวันไหนทำแล้วสบายใจก็ทำ"หลวงพ่อศิษย์ตถาคตยังบอกด้วยว่า เวลานี้ทางวัดยานนาวาได้จัดกิจกรรมในวันเสาร์-อาทิตย์ มีพระมาเทศนา สอนธรรมะ สอนปฏิบัติธรรม นอกจากนี้ ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาให้ประชาชนได้สักการะบูชากัน"ถ้าอยากทำความดีก็มา ไม่ว่าวันไหน เดือนไหน ตัวเลขอะไร ดีทั้งนั้น อาตมาขอแนะนำ"เรื่องความเชื่อเป็นเรื่องที่ห้ามกันไม่ได้ ใครเชื่ออย่างไหนก็ทำอย่างนั้น แต่เรื่องของความดี ทำดีได้ดี เป็นเรื่องจริง เป็นของจริงที่มาของชื่อ"เดือนกันยายน"ชื่อเดือนที่ 9 ของปีตามปฏิทินสุริยคติ ข้อมูลพื้นฐานบอกว่า เป็น 1 ใน 4 เดือนที่มีจำนวนวัน 30 วันเดือนกันยายนเริ่มต้นขึ้นเมื่อดวงอาทิตย์ยกเข้าสู่ราศีกันย์ และสิ้นสุดเมื่อยกเข้าสู่ราศีตุลย์ แต่ในทางดาราศาสตร์ ต้นเดือนกันยายนดวงอาทิตย์อยู่ในกลุ่มดาวสิงโตและปลายเดือนไปอยู่ในกลุ่มดาวหญิงสาวภาษาอังกฤษเรียกเดือนนี้ว่า "September" มาจากภาษาละติน "septem" ที่แปลว่า "เจ็ด-7"แต่กลายเป็น 9 ในปีปฏิทินทางสุริยคติ นั่นเป็นเพราะว่าเดิม "September" เป็นเดือนที่ 7 ของปีในปฏิทินโรมัน จนกระทั่ง 153 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีการปฏิรูปปฏิทินขึ้นมาใหม่ จากเดิมที่นับเดือน "มีนาคม" เป็นเดือนที่ 1 ของปี ก็เปลี่ยนมานับ "มกราคม" เป็นเดือนที่ 1 ของปีแทน จึงทำให้เดือนเซ็พเทมเบอร์ (กันยายน) กลายเป็นเดือนที่ 9ส่วนในเมืองไทย มีการประกาศใช้ปฏิทินแบบใหม่ตามอย่างฝรั่ง (แบบสุริยคติ) ในสมัยรัชกาลที่ 5 แต่ถึงแม้จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการ คนไทยก็ยังใช้ปฏิทินตามอย่างจันทรคติควบคู่ไปด้วย สมเด็จฯ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ จึงทรงคิดตั้งชื่อเดือนในปฏิทินไทยขึ้น ตั้งแต่มกราคม ถึงธันวาคม โดยทรงใช้ตำราตามจักรราศีตามวิชาโหราศาสตร์มาตั้งชื่อเดือนทั้ง 12 เดือนทำให้เดือนกันยายนในความหมายปฏิทินไทย คือ "กันย" (สาวพรหมจารี) + "อายน" (การมาถึง) รวมความเป็น "กันยายน" หมายถึงการมาถึงของราศีกันย์

วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552

เสริมระบบภูมิคุ้มกันให้ดีอยู่เสมอ


ความจริงข้อหนึ่งที่ไม่ควรลืมคือ อายุที่มากขึ้นจะทำให้ระบบภูมิต้านทานทำงานน้อยลง ระบบการต่อต้านการติดเชื้อเสียไป เชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมบุกรุกเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น ขณะเดียวกันยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่บั่นทอนระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ การขาดอาหาร นอนไม่พอ ไม่ออกกำลังกาย ลดน้ำหนักจนกลายเป็นโยโย โรคมะเร็ง การผ่าตัดใหญ่ และอาการบาดเจ็บรุนแรง

ระบบภูมิคุ้มกันลดลง ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเราประกอบไปด้วยเซลล์มากมายหลายชนิด แอนตี้บอดีและโปรตีนซึ่งต้องทำงานอย่างแอคทีฟอยู่ตลอดเวลาเพื่อปกป้องร่าง กายจากเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และพยาธิหรือบรรดากาฝากในร่างกาย ทั้งยังช่วยป้องกันโรคอื่นๆ เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง ข้ออักเสบ

วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ สังกะสี ซีลีเนียม ธาตุเหล็ก วิตามินเอ บี 6 ซี อี และกรดโฟลิก จำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน สารอาหารเหล่านี้เปรียบเสมือนคันบังคับลิ้นที่ควบคุมน้ำมันในเครื่องยนต์ ถ้าขาดสารอาหารเพียงตัวใดตัวหนึ่งไปแม้เพียงเล็กน้อยจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน รวนเรได้

แต่สารอาหารบางอย่างถ้าเสริมมากไปก็จะยับยั้งการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ เท่าๆ กับผลจากการขาด ตัวอย่างเช่น สังกะสีช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ความต้องการสังกะสีเพียงวันละ 15 มิลลิกรัมแต่บางคนเสริมสังกะสีวันละ 300 มิลลิกรัม ซึ่งเท่ากับ 20 เท่าของความต้องการประจำวัน จึงมีผลไปลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้

สารอาหารหลักสำหรับระบบภูมิคุ้มกันมีดังนี้

  • วิตามิน เอ ช่วยผลิตเม็ดเลือดขาว สร้างเซลล์บุเนื้อเยื่อในระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบย่อย ซึ่งเซลล์เหล่านี้เป็นด่านแรกในการป้องกันการติดเชื้อ
  • วิตามิน ซี เพิ่มการทำงานของเม็ดเลือดขาว มีงานวิจัยหลายรายงานที่พบว่า วิตามินซีอาจช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของการเป็นหวัด แม้ไม่สามารถป้องกันหวัดได้แน่นอน แต่ก็ลดระดับสารอนุมูลอิสระและสารฮิสตามีน (histamine) ซึ่งทำให้เกิดอาการคัดแน่นจมูกได้
  • วิตามินอี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันระบบภูมิคุ้มกันจากอนุมูลอิสระ และอาจช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวในการป้องกันเชื้อแบคทีเรีย
  • ธาตุเหล็ก เป็นองค์ประกอบสำคัญของเอ็นไซม์มากมายในร่างกาย ช่วยในการฆ่าเชื้อ หากขาดธาตุเหล็กจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย
  • ซีลีเนียม ช่วยสร้างแอนตี้บอดีและเอ็นไซม์ซึ่งป้องกันระบบภูมิคุ้มกัน แต่ถ้าเสริมมากเกินไป (4 เท่าของระดับที่แนะนำ ) จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันเสียได้
  • สังกะสี จำเป็นต่อการทำงานที่ละเอียดอ่อนของระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส เชื้อรา พยาธิและเชื้อโรคอื่นๆ ที่ทำให้เกิดการติดเชื้อ
  • วิตามิน และแร่ธาตุรวม มีงานวิจัยรายงานว่าการเสริมเพียงวันละเม็ดโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการผ่าตัด จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย และลดการเจ็บป่วย 17 วัน / ปี คำเตือนคือ ควรเสริมในระดับ 100% ของความต้องการประจำวัน

สารอาหารอื่นๆ มีการวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า สารพฤกษาเคมีชื่อ อะพิจีนีน (apigenin) พบมากใน ซาเลอรี ช่วยลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบในเลือด ลดภาระของระบบภูมิคุ้มกันในหนูทดลอง งานวิจัยในสัตว์ทดลองของนักวิจัยชาวฝรั่งเศสและสเปนพบว่า สารพฤกษเคมีประเภทสารโพลีฟีนอล ที่พบในจมูกข้าวสาลีและบักวีท ( เมล็ดพืชชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ) ช่วยฟื้นฟูระบบภูมิคุ้มกันที่อืดลงให้ทำงานดีขึ้น ทั้งยังเชื่ออีกว่าอาหารที่ให้สารอาหารหลักและพฤกษเคมี จะช่วยชะลอความเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกันที่มากับวัย ช่วยให้มีสุขภาพดีขึ้นทั้งที่วัยมากขึ้น

อาหารไขมันดีอย่างไร

ไขมันให้ประโยชน์หรือโทษเพียงไรกับระบบภูมิคุ้มกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณของกรดไขมันชนิดต่างๆ ในน้ำมัน นักวิจัยแนะนำว่า กรดโอเมก้า 6 ซึ่งพบในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันข้าวโพด ดอกคำฝอย ถั่วเหลือง เมล็ดดอกทานตะวัน เป็นต้น ถ้าใช้มากเกิน อาจจะเพิ่มการอักเสบและยับยั้งการสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโพไซต์ (lymphocytes) ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ในทางกลับกัน กรดโอเมก้า 3 หรือน้ำมันปลา ซึ่งพบมากในปลาแซลมอนและปลาทูน่า ส่วนในพืชพบมากในเมล็ดแฟลกซีดและวอลนัท อาจเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันและยับยั้งการอักเสบได้ งานวิจัยพบว่าโอเมก้า 3 สามารถเพิ่มเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาจ (macrophages) ซึ่งช่วยในการดักจับและทำลายเซลล์แปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เพิ่มภูมิคุ้มกัน

นอกจากอาหารและการเสริมวิตามินรวมทุกวัน ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอื่นๆ ที่อ้างในการช่วยต้านการติดเชื้อ เช่น แอสทรากาลัส (astragalus) ซึ่งเป็นสมุนไพรจีนที่นักวิจัยพบว่า ช่วยสร้างสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองที่ถูกทำลายจากโรคมะเร็ง แต่กับคนยังไม่มีข้อมูลยืนยัน

เอ็ดไคนาเซีย มีงานวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่า มีส่วนช่วยการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน เช่น เซลล์ที่ทำหน้าที่ทำลายเชื้อบุกรุกร่างกาย (natural killer cells) การวิจัยในคนพบว่า ลดระยะเวลาการเป็นหวัดแต่ไม่ป้องกัน ในประเทศเยอรมันใช้เป็นยาต่อต้านหวัด

พรีไบโอติกส์ ใช้เติมลงในผลิตภัณฑ์โยเกิร์ต สารพรีไบโอติกส์ ได้แก่ อินนูลิน ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ช่วยควบคุมองค์ประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น ลิมโฟไซต์และแอนติบอดี

อินนูลิน ใยอาหารธรรมชาติพบในเมล็ดพืชไม่ขัดสี ทำงานเป็นสารพรีไบโอติกส์ในลำไส้ เสริมสร้างแบคทีเรียที่ดี การวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่า ช่วยเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในหลายๆ ส่วน แต่ในคนยังไม่มีข้อมูลยืนยันชัดเจน

สำหรับวิธีเพิ่มภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่ดีและปลอดภัยในชีวิตประจำวันคือ บริโภคผักผลไม้วันละ 5-9 ส่วน ธัญพืชไม่ขัดสีวันละ 2-3 ส่วน เนื้อสัตว์ไม่ติดมันหรือถั่วเหลือง เพื่อเสริมสังกะสี

หากรู้จักใส่ใจเลือกชนิดและปริมาณอาหารให้ถูกต้อง จะช่วยชะลอความเสื่อมของระบบภูมิคุ้มกันที่มากับวัย ส่งผลให้คุณและครอบครัวมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอีกด้วยค่ะ

ดูเเลสมอง


ได้ยินคนทำงานรวมทั้งนิสิตนักศึกษาชอบบ่นกันบ่อยๆ ว่า สมองไม่แล่น, ไม่มีสมาธิทำงาน และไม่มีสมาธิเรียนหนังสือ แถมยังขี้ลืมเป็นประจำ ทั้งที่บางวันก็ไม่เห็นวุ่นวายอะไร แต่อดงงงันจนตั้งสติไม่ถูกว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลังยังไงดี? โอ้ย สับสนกับชีวิตจังโว้ย.....


แต่อย่าเอะอะโวยวายไปท่าน เพราะใครๆ ก็เผชิญกับอาการเหล่านี้ได้ทุกคน เพียงแต่อย่าปล่อยให้มันกำเริบเสิบสาน และฟุ้งซ่านเกินไปละกัน เพราะ "สมอง" น่ะเป็นสิ่งสำคัญของการดำรงชีวิต ย่อมรู้ๆ กันอยู่ ดังนั้นถ้าพวกเราสามารถขจัดนิสัยไม่ชอบมาพากล (หมายถึงนิสัยซังกะบ๊วยของตัวเอง) ที่ส่งผลกระทบต่อสมองได้ ก็เท่ากับพวกเราเริ่มเอาใจใส่กับสมองกันแล้วอ่ะดี้

แล้วมีอะไรมั่งเหรอ ที่มนุษย์มักเผอเรอทำให้สมองตัวเองอักเสบจนทำงานขัดข้องและมีความคิดติดขัด รวมทั้งขาดความคิดสร้างสรรค์น่ะ ฮึ่ม คำตอบก็อยู่ตรงที่พวกเรามักมีพฤติกรรมที่ไปรบกวนการทำงานของสมองจนทำให้ตัวเองปํ้าๆ เป๋อๆ เอาน่ะซี เช่น ทำอย่างงี้ไง...

1. ชอบคิดในแง่ร้าย

หากใคร "คิดดี" กับคนอื่นไม่เป็นก็น่าสงสารนะ เพราะเท่ากับมีความคิดที่ทำลายตัวเองไงจ๊ะ แต่พูดนี่ก็ไม่อยากแนะให้มองโลกในแง่ดีเสมอไปเหมียนกัน เพราะโลกนี้มีคนมากมายที่พวกเรามักรู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ แถมภัยอันตรายก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม จึงอยากฝากให้รู้จักคิดในทางสายกลางเข้าไว้ และใช้สมองอย่างมีเหตุผลจะดีมากๆ เลย

2. ไม่ทานอาหารเช้า

เข้าใจนะว่าบางท่านพอตื่นขึ้นมาก็ไม่อยากรีบทานอาหารกันหรอก จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม เพราะทานไม่ลง, ไม่เจริญอาหารในช่วงเวลานี้ หรือชอบหันไปทานเยอะๆ เวลาอื่นมากกว่า จึงอยากแนะนำให้ทานอาหารเช้าติดท้องไว้บ้างสักนิดสักหน่อยก็ยังดี ขืนไม่ทานเลยแล้วจะมีสารอาหารไปเลี้ยงสมองได้ไง อีกอย่างหากเมินอาหารเช้านานๆ เข้า ระวังเซลล์สมองฝ่อเอานะ

3. การสูบบุหรี่หรือดื่มเบียร์ดื่มเหล้า

คงไม่ต้องบอกก็ทราบใช่มะว่าไม่ดีต่อสมองแน่ๆ

4. อยู่ท่ามกลางอากาศเป็นพิษ เป็นอันตรายกับสมองนะ

โอ้ย ถ้ายิ่งอยู่บนท้องถนนที่มีรถพลุกพล่าน มีการปล่อยก๊าซที่ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรต่อสุขภาพของพวกเรานานๆ ย่อมทำให้หงุดหงิด, อารมณ์บ่จอย และวิงเวียนมึนหัวด้วยน่ะซี ยิ่งถ้ามีมลพิษทางอากาศเยอะ ไม่ใช่แค่สมองเท่านั้นนะที่โดนกระทบ แต่สุขภาพในด้านอื่นๆ ก็พลอยชีช้ำไปด้วย

5. พักผ่อนน้อยก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอ

จึงควรนอนหลับให้พอ แต่โห ช่วงที่เศรษฐกิจมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นแต่รายรับเท่าเดิมเนี่ยนะใครจะไปนอนหลับ เพราะมัวแต่เอามือก่ายหน้าผากหาทางปลดหนี้ที่มีอยู่พะรุงพะรังกันน่ะซี งั้นก็เร่งทำงานหาเงินมาปลดหนี้กันดีฝ่า

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2552

ริ้วรอยแตกลายลบได้ด้วยว่านหางจระเข้


ใครที่มีปัญหาริ้วรอยแตกลาย ทำให้เกิดความไม่มั่นใจ ลองหาว่านหางจระเข้มาช่วยลบริ้วรอยกันดู.....

ริ้วรอย อาจเกิดขึ้นมาจากการคลอดบุตรหรือการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว และโดยเฉพาะกับสาวๆ ที่อายุยังน้อยแล้วเกิดปัญหาหน้าท้อง น่อง สะโพกลายกันได้

วิธีทำง่ายๆ คือ ให้ใช้วุ้นสีขาวจากว่านห่างจระเข้ที่ล้างยางออกแล้วมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็นประจำทุกเช้า เย็น ผิวที่แตกลายก็จะค่อยๆ จางลงได้ เพิ่มความมั่นใจให้ อวดผิวสวยได้อย่างมั่นใจ
แต่ถ้าหากไม่มีว่านหางจระเข้ก็สามารถใช้ใบบัวบกแทนได้ โดยการนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำมาทาบริเวณรอยแตกลายเป็นประจำทุกเช้า - เย็น ผิวที่แตกลายก็จะค่อยๆ จางลงได้เช่นกัน

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด

วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552

การถ่ายภาพให้สวย



1. ย่อตัวให้อยู่ในระดับเดียวกับสิ่งที่จะถ่าย - ถือกล้องในระดับเดียวกับระดับสายตาของแบบ เพื่อเก็บภาพที่แสดงถึงพลังของการเพ่ง มองที่น่าดึงดูด และรอยยิ้มที่น่าหลงใหล- ถ้าแบบเป็นเด็กหรือสัตว์เลี้ยง เพียงย่อตัวลงให้อยู่ระดับเดียวกับพวกเขาเมื่อถ่ายภาพ- แบบไม่ต้องมองตรงมายังกล้อง มองไปมุมใดก็ได้ คุณก็สามารถเก็บอารมณ์ของแบบที่ น่าประทับใจได้
2. อย่าให้ฉากหลังดูรุงรัง
- ก่อนถ่ายภาพ สังเกตมองพื้นที่หลังแบบว่าเรียบหรือรกรุงรัง- ระวังกิ่งไม้ที่อาจจะอยู่ด้านหลังศีรษะของแบบ- ฉากหลังที่รก ระเกะระกะน่ารำคาญ ในขณะที่ฉากหลังเรียบจะช่วยเน้นให้แบบโดดเด่น
3. ใช้แฟลชเมื่อถ่ายกลางแจ้ง - แม้จะถ่ายรูปกลางแจ้ง การใช้แฟลชก็ยังช่วยให้ภาพดูดีขึ้นได้- ขณะแสงแดดจ้า การใช้แฟลชจะช่วยทำให้เงาดำใต้ตาและใต้จมูกสว่างขึ้น โดยเฉพาะ ช่วงที่พระอาทิตย์อยู่เหนือศีรษะหรืออยู่ด้านหลังแบบ- ในวันที่ฟ้ามีเมฆ การใช้แฟลชจะทำให้หน้าของแบบกระจ่างสดใสขึ้น และช่วยให้แบบ โดดเด่นจากฉากหลัง
4. เข้าไปใกล้อีกนิด - เพื่อสร้างรูปถ่ายที่ประทับใจ ขยับเข้าไปอีกและทำให้แบบอยู่เต็มภาพ- การขยับเข้าใกล้แบบ หรือใช้ซูมจนกระทั่งแบบเต็มช่องมองภาพ จะช่วยให้คุณตัดฉาก หลังที่จะลดความโดดเด่นของแบบออกไป และยังแสดงรายละเอียดของแบบได้เต็มตา ด้วย- สำหรับแบบขนาดเล็ก เลือกใช้โหมด "มาโคร" หรือ "ดอกไม้" เพื่อจะได้ภาพโคลสอัพ (close-ups) ที่คมชัด
5. ลองถ่ายภาพในแนวตั้ง- มีแบบมากมายที่ดูสวยงามกว่าหากถ่ายในแนวตั้ง จากหอไอเฟิลไปจนถึงรูปถ่ายเพื่อน ของคุณ- ทดลองตั้งกล้องเพื่อถ่ายรูปแนวตั้งบ้าง
6. ล็อคโฟกัสเพื่อให้ได้ภาพคมชัด- การล็อคโฟกัสเพื่อให้ได้ภาพคมชัดของแบบที่ไม่อยู่กลางภาพ ทำได้ดังนี้1. เล็งแบบให้อยู่ตรงกลางภาพ2. กดชัตเตอร์ครึ่งหนึ่งเพื่อให้กล้องโฟกัสที่แบบ3. จัดองค์ประกอบภาพใหม่ (โดยยังกดชัตเตอร์ค้างอยู่)4. กดชัตเตอร์ถ่ายภาพ
7. ไม่จำเป็นต้องอยู่กลางภาพ- เพิ่มชีวิตชีวาให้ภาพของคุณอย่างง่ายดาย โดยการเลื่อนแบบออกจากบริเวณกลางภาพ- ลองจินตนาการตาราง โอเอ็กซ์ (มีเก้าช่อง) ในช่องมองภาพและวางแบบตรงจุดตัด ของเส้น- เนื่องจากกล้องส่วนใหญ่จะโฟกัสตรงกลางภาพ ดังนั้น อย่าลืมใช้เคล็ดการล็อคโฟกัส ก่อนที่จะจัดกรอบภาพใหม่
8. รู้ระยะแฟลช
- ภาพถ่ายที่ได้จากการถ่ายแบบเกินระยะทำการของแฟลช จะมืดเกินไป- กล้องส่วนมากจะมีระยะทำการแฟลชแค่ 10 ฟุต หรือประมาณ 4 ก้าว ควรอ่านคู่มือเพื่อ ให้แน่ใจ- ถ้าแบบที่ต้องการถ่ายอยู่ห่างจากกล้องเกิน 10 ฟุต ภาพถ่ายที่ได้อาจมืดเกินไป
9. สังเกตแสง-เงา - แสงที่ดีทำให้ได้ภาพถ่ายที่ดี ควรศึกษาผลของแสงในภาพถ่ายของคุณ- สำหรับการถ่ายภาพคน ควรเลือกแสงนุ่มๆ ของวันที่มีเมฆ หลีกเลี่ยงแสงแดดที่ส่องตรง ศีรษะ เพราะจำเกิดเงาดำเข้มบนใบหน้า- สำหรับการถ่ายภาพทิวทัศน์ ควรใช้แสงเงาและสีของแสงแดดในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น
10. เป็นผู้กำกับ- ใช้เวลาเพิ่มอีกสักนิดในการถ่ายภาพ เสมือนคุณเป็นผู้กำกับภาพ ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ถ่าย ภาพ- เพิ่มของประกอบฉาก (Prop) หรือจัดแบบใหม่ หรือลองมุมกล้องที่ต่างจากเดิม- ให้แบบมาอยู่ด้วยกันและปล่อยให้พวกเขาแสดงบุคคลิกของตัวเองออกมา และคุณจะ เห็นว่าภาพถ่ายของคุณดูดีกว่าเดิมอย่างมหัศจรรย์ ข้อมูลจาก exstory.exteen.com

วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2552

พบประโยชน์ของผลไม้หลังสุด ที่มีคุณค่ามากกว่าเก่า 5 เท่า


นักวิจัยเมืองผู้ดีค้นพบว่า ผลไม้มีปริมาณสารเคมีโพลีฟีนอลสูงกว่า ที่เคยบันทึกไว้แต่ก่อนถึง 5 เท่า เพราะการย่อยได้สลายเป็นสารอาหารที่ให้คุณต้านอนุมูลอิสระ.....

คณะนักวิทยาศาสตร์ได้นำเอาคุณสมบัติของผลไม้ต่างๆไปวิเคราะห์ใหม่ และได้พบว่าผลไม้อย่างลูกแอปเปิ้ลล้วนแต่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสำคัญในระดับสูงกว่า ที่เคยคาดผิดไว้แต่เมื่อก่อน

คณะวิเคราะห์ได้ศึกษาที่สถาบันวิจัยอาหารในเมืองนอรวิชของอังกฤษ ได้รู้ว่า ผลไม้เหล่านั้นมีปริมาณของสารเคมีโพลีฟีนอลชั้นสูง มากกว่าที่เคยบันทึกไว้แต่ก่อนถึง 5 เท่า

ดร.ปอล ครูน กล่าวว่า สารประกอบเหล่านี้ในมนุษย์ จะถูกแบคทีเรียในลำไส้ย่อยสลายกลายเป็นสารในกระบวนการสร้างและสลายที่ให้คุณ อย่างเช่นในด้านต่อต้านอนุมูลอิสระ

รายงานผลการวิจัย ซึ่งเผยแพร่ในวารสารเคมีการเกษตรและอาหารของสหรัฐฯ ได้แสดงว่าสารเคมีซึ่งปกตินักเคมีอาหารมองข้ามไปนั้น แท้จริงเป็นส่วนสำคัญของอาหารบำรุงร่างกาย

ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552

เหตุใดน้ำแข็ง จึงลอยอยู่บนน้ำได้


เพราะน้ำแข็งมีความหนาแน่นน้อยกว่า น้ำที่มีน้ำหนักเบากว่าน้ำ จึงสามารถลอยอยู่บนน้ำได้ การเปรียบเทียบน้ำหนักของน้ำและน้ำแข็งจะต้องเปรียบเทียบในจำนวนปริมาตรที่ เท่ากัน น้ำหนึ่งลูกบาศก์เซนติเมตรมีน้ำหนักหนึ่งกรัมแต่น้ำแข็งหนึ่งลูกบาศก์ เซนติเมตรจะหนักเพียง 0.9 กรัม แสดงว่าน้ำแข็งเบากว่าน้ำ ดั้งนั้นน้ำแข็งจึงสามารถลอยอยู่บนน้ำได้.....

น้ำ มีสมบัติเฉพาะตัว เมื่อน้ำมีอุณหภูมิที่ 4 องศาเซลเซียสน้ำจะขยายตัว น้ำเมื่อแข็งตัวจะมีปริมาตรเพิ่มขึ้นกว่าเดิมประมาณ 10 เปอร์เซนต์ ถ้านักเรียนใส่น้ำใน ลูกโป่งและนำไปแช่แข็งน้ำแข็งจะมีมวลเท่าเดิมแต่ปริมาตรเพิ่มขึ้น การที่สสารมีมวลเท่าเดิมแต่ขนาดเพิ่มขึ้นแสดงว่าสสารนั้นมีความหนาแน่นลดลง ดังนั้นเมื่อใส่น้ำแข็งในน้ำ น้ำแข็งจึงลอย เพราะน้ำแข็งมีความ หนาแน่นน้อยกว่าน้ำผลบางประการที่เกิดจากสมบัติข้อนี้ของน้ำ

ตัวอย่างเช่น
ถ้าใส่น้ำในขวดแก้วจนเต็มปรี่แล้วปิดจุกจนแน่น นำไปแช่เย็นจนน้ำเปลี่ยนเป็น น้ำแข็ง ขวดที่ใส่จะแตก ทั้งนี้เพราะน้ำขยายตัวเมื่อเป็นน้ำแข็ง อีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าเมื่อน้ำ เปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็งแต่ไม่ขยายตัว (เพิ่มปริมาตร) น้ำแข็งอาจจับตัวอยู่ก้นทะเล หรือมหาสมุทร ไม่แข็งอยู่เฉพาะผิวหน้า ถ้าเป็นเช่นนั้นในฤดูหนาวน้ำในทะเลสาปใน ประเทศที่อยู่ใกล้ขั้วโลกจะเป็นน้ำแข็งไปหมดพอถึงฤดูร้อน น้ำแข็งหลอมเหลวไม่หมด ก็จะทำให้ระบบนิเวศของโลกเปลี่ยนไปด้วย

ข้อมูลจาก :: ที่นี่ดอทคอม