วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2552

เคี้ยวให้ฟันปลอดภัย


หากถามว่า อวัยวะอะไรที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย ฟันที่ใช้เคี้ยวอาหาร นี่แหละ แต่ถึงจะแข็งอย่างไรก็มีโอกาสสูญเสียจากโรคฟันผุโรคเหงือกได้.....
หากถามว่าอวัยวะอะไรที่แข็งแรงที่สุดในร่างกาย ฟันที่ใช้เคี้ยวอาหาร นี่แหละ แต่ถึงจะแข็งอย่างไรก็มีโอกาสสูญเสียจากโรคฟันผุโรคเหงือกได้ มีอีกอย่างที่บางท่านคิดไม่ถึงหรือไม่ค่อยระวัง คือการใช้ฟันผิดประเภทมากกว่าการใช้เคี้ยวอาหารเพียงอย่างเดียว เราสามารถยืดอายุฟันออกไปได้ ถ้าระมัดระวังว่าอะไร ควรกัดควรเคี้ยวมีอะไร?
Don' tถึงแม้ว่าฟันจะแข็งมาก แต่มีโอกาสแตกหักขึ้นได้ เพราะการที่ไปกัดของแข็งมากๆ เช่น ใช้ฟันแทนที่เปิดฝาเบียร์ ฝาน้ำอัดลม อย่าทำครับ อย่าใช้ฟันขบกัดของแข็งจนเป็นนิสัยประจำ เช่น กัดก้านแว่นตา ปากกา กัดเข็มเย็บผ้า หรือคาบไปค์นานๆ ฟันจะสึกโค้งตามวัสดุที่กัด อย่าเคี้ยวหรือใช้ฟันกัดของที่เหนียวมากๆ อย่าใช้ฟันกัดเปลือกผลไม้ที่แข็งมากๆ เช่น เมล็ดเกาลัก หรือขบแตงโมจนเป็นนิสัยเมล็ด อย่าใช้ฟันกัดก้ามปู แทะกระดูก หาก คุณที่มีฟันที่เคยอุดไว้ เนื้อฟันที่เหลือจะน้อยลง พึ่งระลึกเสมอว่า ความแข็งแรงลดลงไปด้วยเช่นกัน บางท่านต้องมาพบหมอฟันอย่างฉุกเฉินด้วยฟันหน้าหักเพราะไปใช้ฟันกัดก้ามปู การใช้ฟันหากเราระมัดระวังรู้จักสภาพฟันของเราดีก็จะช่วยลดอุบัติเหตุหรือ หลีกเลี่ยงอันตรายกับฟันได้ ถ้าอยากให้ฟันแข็งแรงอยู่กับเรานานๆ ต้องทำอย่างนี้ Dos เคี้ยวอาหารที่นุ่มและไม่เหนียว ห้ามใช้ฟันเป็นเครื่องมือในการกัด แทะ หรือเปิดสิ่งของต่างๆ อย่าเคี้ยวหมากฝรั่งที่มีส่วนผสมของน้ำตาล รับประทานอาหารที่เป็นกากใย เช่น ผลไม้ ช่วยขัดกวาดทำความสะอาดฟัน แทนอาหารที่มีน้ำตาลเหนียวๆ ที่ สำคัญอย่าลืมว่า หลังการเคี้ยวมื้อหลักๆ แล้วควรทำความสะอาดฟันอย่างสม่ำเสมอ ด้วยการแปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ ใช้ไหมขัดซอกฟันทำความสะอาดด้านข้างของฟัน และอมน้ำยาบ้วนปาก หรือใช้ฟลูออไรด์เสริมความแข็งแรงให้ฟัน
การดูแลสุขภาพ ฟันอย่างจริงจัง เลือกอาหาร พบทันตแพทย์เป็นประจำหลีกเลี่ยงความเสี่ยงต่างๆ ในการใช้ฟันบดเคี้ยว คุณก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรง มีรอยยิ้มที่ประทับใจ ปฏิบัติตามข้อแนะนำข้างต้น เพิ่มความแข็งแรงให้ฟัน และความสะอาดในช่องปากตลอดไป

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2552

การเรียนเก่งด้วยตัวเอง

ขอแนะเคล็ดลับวิธีการเรียนหนังสือให้เก่งแบบง่าย ๆ มาฝาก.....
- เริ่มจาก ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะอ่านแต่ละวิชา หรือทำการบ้านมากน้อยแค่ไหน จากนั้นลงมือทำตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

- หากวิชาไหนที่ยากมาก ลองรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ช่วยกันติว
- หาเวลาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนทุกๆวัน วันละ 1-2 ชั่วโมง จนเป็นนิสัย
- ฝึกทักษะการเรียนอยู่เสมอๆ เช่น ฝึกอ่านให้เร็วขึ้น จดบันทึกเป็นระบบ จัดระเบียบความคิด และ สรุปเนื้อหา
- ทำการบ้านหรือรายงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จทันเวลา
- อย่างสุดท้ายต้องตั้งใจเรียนด้วยตนเอง เพราะไม่มีใครช่วยเราได้
เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถเรียนเก่งได้ด้วยตัวเอง

วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2552

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับครีมกันแดด


อากาศร้อน และแดดแรง อย่างประเทศไทย ครีมกันแดดจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพผิว เมื่อต้องเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับตัวเองมองดูฉลากข้างกล่องแล้วก็มีศัพท์ที่น่าสนใจ ให้เราต้องเลือกดังนี้ 1. "SPF" ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นค่าในการชี้วัดว่าเราสามารถอยู่กลางแสงแดดได้นานแค่ไหน โดยที่ไม่รู้สึกร้อนหรือแสบบริเวณผิว เช่นถ้าเรามีผิวที่แพ้แสงแดดและแสบร้อนง่ายในเวลา 20 นาที ครีมกันแดดที่มี SPF 15จะช่วยปกป้องเราจากแสงแดดได้นาน 15 เท่า และเมื่ออยู่กลางแดดมากๆ ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงขึ้น 2. "Waterproof" แม้จะเขียนว่า Waterproof (กันน้ำ) แต่ก็ไม่สามารถกันน้ำได้ 100% ดังนั้น เพื่อให้ได้ผลต้องทาครีมกันแดดอย่างต่อเนื่อง โดยทาซ้ำทุกครั้งที่เหงื่อออก หรือทุกครั้งในช่วงพักว่ายน้ำ 3. "UVA และ UVB" ถ้าเขียนไว้ว่า.. มี UVA หมายถึง ครีมกันแดดนั้น มีคุณสมบัติ ป้องกันกระ ฝ้า และป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่นก่อนวัย แต่ถ้าเขียนไว้ว่า.. มี UVB หมายถึง ครีมกันแดดนั้นมีคุณสมบัติ ป้องกันอาการแพ้ แดง แสบและไหม้ของผิวหนัง หวังว่า..จะเลือกครีมกันแดดที่เหมาะกับตัวเองได้ดีขึ้นส่วนเทคนิคในการใช้งานครีมกันแดดที่ต้องจำไว้ให้แม่นๆก็คือ ครีมกันแดด ไม่สามารถป้องกันแสงแดดได้ 100%ดังนั้น เมื่อต้องออกแดด เช่น เล่นกีฬากลางแจ้งควรสวมแว่นกันแดด หรือหมวกกันแดดจะป้องกันได้มากขึ้น ส่วนการทาผิวควรเกลี่ยครีมให้เรียบเสมอ และทาให้ทั่วบริเวณที่ต้องการปกป้องจากแดด เพื่อป้องกันผิวด่างดำเฉพาะที่ และเลิกใช้ทันทีถ้ามีอาการแพ้ มีผื่นแดง และคัน

สหราชอาณาจักรกับอังกฤษ ต่างกันอย่าง


ประเทศอังกฤษที่ชาวไทยรู้จัก มีชื่อเต็มว่า United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland แปลเป็นภาษาไทยว่า"สหราชอาณาจักร บริเตนใหญ่ และไอร์แลนด์เหนือ" เรียกสั้นๆ ว่า United Kingdom หรือ UK แปลเป็นภาษาไทยว่า สหราชอาณาจักร
สหราชอาณาจักรประกอบด้วยดินแดน 4 ส่วนหรือแคว้น- 3 ส่วนอยู่บนเกาะอังกฤษ คือ แคว้นอังกฤษหรืออิงแลนด์ แคว้นสกอตแลนด์และแคว้นเวลส์- 1 ส่วนอยู่บนเกาะไอร์แลนด์ คือ แคว้นไอร์แลนด์เหนือ
เหตุผลที่ผู้คนทั่วโลกเมื่อพูดถึงสหราชอาณาจักร มักจะใช้แต่คำว่าอังกฤษหรืออิงแลนด์ผู้รู้ส่วนใหญ่อธิบายว่า..อาจเป็นเพราะเหตุผลทางประวัติศาสตร์ คือ แคว้นอังกฤษ เป็นแคว้นใหญ่ที่สุดและมีอิทธิพลครอบงำแคว้นอื่นๆ ในสหราชอาณาจักร มาเป็นเวลานานเมื่อครั้งที่สหราชอาณาจักรเป็นเจ้าอาณานิคมทั่วโลก ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่และบรรดาพ่อค้า ก็มักจะเป็นคนจากแคว้นอังกฤษมากกว่าคนจากแคว้นอื่นๆจึงเป็นไปได้ว่าเมื่อมีคนถามว่า.."มาจากไหน"ก็จะได้ยินคำตอบว่า.."มาจากอิงแลนด์หรืออังกฤษ"คำว่า "อังกฤษ" จึงอาจกลายเป็นคำนามที่ใช้เรียกแทนสหราชอาณาจักร
นอกจากนี้สถานฑูตอังกฤษทั่วโลกจะใช้คำว่า British Embassy ไม่ได้ใช้คำว่าUK Embassy เรื่องนี้ผู้รู้บอกว่า British เป็นคำคุณศัพท์ของ Britain ซึ่งเป็นอีกคำหนึ่งที่ แปลว่า อังกฤษ เหมือนกัน ฉะนั้นการที่สถานฑูตอังกฤษจะใช้ว่า British Embassy จึงไม่น่าจะผิดอะไร
สำหรับคนต่างชาติ เวลาได้ยินหรือได้เห็นคำว่าBritain หรือตัวย่อ GB เช่น จากกีฬาโอลิมปิกโดยทั่วไปก็ตีความไปได้ทันทีว่า หมายถึงสหราชอาณาจักรทั้งประเทศซึ่งรวมถึงไอร์แลนด์เหนือด้วย

วันอังคารที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2552

การออกกำลังกายเพิ่มภูมิต้านทานความเครียดให้กับสมอง


การออกกำลังกายสามารถเสริมสุขภาพจิตใจให้ดีขึ้นได้ โดยช่วยให้สมองสามารถจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น ตามรายงานการศึกษาวิจัยเรื่องการออกกำลังกายกับสารเคมีในสมองในการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย.....
หลักฐานในขั้นต้นชี้ว่า คนที่มีร่างกายกระฉับกระเฉงมีความวิตกกังวลและอารมณ์เศร้า ต่ำกว่าคนที่ชอบอยู่เฉยๆ แต่ในงานวิจัยบางงานให้ความสำคัญกับเหตุผลที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านั้นมากกว่า ดังนั้น เพื่อจะบอกว่า การออกกำลังกาย ส่งผลให้คนมีสุขภาพจิตดีขึ้นได้อย่างไรนั้น นักวิจัยหลายท่านพยายามหาความเชื่อมโยงระหว่างการออกกำลังกาย กับระบบสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความเครียด ความวิตกกังวล และอารมณ์เศร้าที่ผ่านมามีหลักฐานสนับสนุนแนวคิดเดิม ที่ว่าการออกกำลังกายทำให้เกิดสารเอนโดรฟิน (Endorphins) แต่มีงานวิจัยบางส่วนที่ชี้ไปยังสารสื่อประสาทอีกชนิด ที่ชื่อไม่ค่อยคุ้นหูนัก ซึ่งก็คือ นอร์อิพิเนพรีน (norepinephrine) ที่สามารถช่วยให้สมองสามารถจัดการกับความเครียดได้ดียิ่งขึ้นการศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองตั้งแต่ปลายยุค 80 พบว่าการออกกำลังกาย เพิ่มความเข้มข้นของ นอร์อิพิเนพรีน (norepinephrine) ในสมอง โดยเฉพาะในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับปฏิกริยาตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายนอร์อิพิเนพรีน (norepinephrine) เป็นที่สนใจแก่นักวิจัยเป็นพิเศษ เนื่องจาก ร้อยละห้าสิบของอาหารสมอง ถูกผลิตใน บริเวณ โลคัสคอรึลัส (locus coeruleus) ซึ่งเป็นบริเวณเชื่อมต่อกับสมองส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องกับ การตอบสนองทางอารมณ์และ ความเครียดสารสื่อประสาทนอร์อิพิเนพรีน ได้รับพิจารณา ว่ามีบทบาทสำคัญในการทำให้ปฏิกริยาของ สารสื่อประสาทอื่นเบาบางลง โดยเฉพาะ สารสื่อประสาทอื่นที่พบได้บ่อยๆในการตอบสนองต่อความเครียดและถึงแม้นักวิจัยจะยังไม่แน่ใจอย่างชัดเจน ว่ายาต้านอารมณ์เศร้า(antidepressant) ทำงานอย่างไร แต่เหล่านักวิจัยเหล่านั้นก็ทราบว่าบางส่วนของมันเพิ่มความเข้มข้น ของ นอร์อิพิเนพรีน ในสมองอย่างไรก็ตาม นักจิตวิทยาบางท่าน ไม่คิดว่ามันจะเป็นสมการง่ายๆ ว่า การที่ระดับของ นอร์อิพิเนพรีน เพิ่มขึ้น จะเท่ากับความเครียดและอารมณ์เศร้าลดลงโดยนักจิตวิทยากลับคิดว่า การออกกำลังกายสามารถยับยั้งอารมณ์เศร้า และความวิตกกังวลได้โดยการ เพิ่มความสามารถของร่างกายในการตอบสนองต่อความเครียดตามหลักทางด้านชีววิทยาแล้ว การออกกำลังกายดูจะให้โอกาสร่างกายในการฝึกต่อกรกับความเครียด โดยช่วยให้ระบบร่างกาย (ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อความเครียด) สื่อสารกับระบบกล้ามเนื้อ ซึ่งทั้งหมดนี้ควบคุมโดยระบบสมองส่วนกลางและระบบประสาทอัตโนมัติ ที่ทำงานประสานกันผลที่ได้รับจากการทำงานประสานกันด้วยดีของร่างกาย อาจเป็นคุณค่าที่แท้จริงที่ได้จากการออกกำลังกายก็เป็นได้ยิ่งร่างกายเฉื่อยชาเท่าใด ร่างกายยิ่งสนองตอบความเครียดได้ด้อยประสิทธิภาพลงเท่านั้น

วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552

สมูทตี้สมุนไพร อร่อยได้ประโยชน์


กระแสสมุนไพรไทยกำลังมาแรง ล่าสุด ในงาน มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ที่อิมแพค เมืองทองธานี มีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสมุนไพรใกล้ตัวมาแนะนำ.....
เบญจวรรณ สุธรรมรักษ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีและการจัดการความปลอดภัยของอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ บอกว่า ปัจจุบันนิยมรับประทานสมุนไพรไทยกันมากและเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะให้คุณค่าสารอาหารทั้งคาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และอื่นๆ ที่จำเป็น และเป็นกำลังเสริมให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นและสามารถต้านโรคได้
"การรับประทานพืช ผัก ผลไม้สมุนไพร จะดีต่อสุขภาพมาก เพราะเส้นใยจากพืช ผัก ผลไม้จะช่วยระบบย่อยอาหารไม่ให้เกิดอาการท้องผูก ลดคอเลสเตอรอลในเลือด โรคหัวใจ และอื่นๆ อีกมากมาย"สรรพคุณของสมุนไพรต่างๆ มีดังนี้ สับปะรด ช่วยย่อยอาหาร มีโพแทสเซียมสูง ช่วยป้องกันการเป็นตะคริวและลดความดันโลหิตสูง แอปเปิ้ล มีเพคตินช่วยจับคอเลสเตอรอล ทำให้คอเลสเตอรอลในเส้นเลือดลดลง ควบคุมน้ำตาลในเลือด บำรุงหัวใจดอกกระเจี๊ยบ ทำให้ชุ่มคอ ช่วยย่อยอาหาร หล่อลื่นลำไส้ ขับปัสสาวะและช่วยป้องกันนิ่ว โรคทางเดินปัสสาวะอักเสบสะระแหน่ น้ำมันใบสาระแหน่ให้กลิ่นหอม ถอนพิษไข้ ขับลม ขับเหงื่อ อาการหวัดลมร้อน แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย คลายความเครียด รักษาอาการหน้ามืดตาลาย บำรุงสายตาสตรอเบอรี่ วิตามินซีมีประโยชน์ต่อเหงือก และฟัน ช่วยทำให้ผิวสดชื่น และชุ่มชื้น ชะลอความแก่ แต่ถ้าใครชอบรับประทานสมุนไพรแบบประยุกต์ มีขั้นตอนการทำ "สมูทตี้สับปะรด สตอเบอรี่" มาแนะนำส่วนผสม ประกอบด้วย สับปะรด 100 กรัม สตอเบอรี่ 50 กรัม น้ำผึ้ง 4 ช้อนโต๊ะ โยเกิร์ต รสสตอเบอรี่ ครึ่งถ้วยตวง เกลือ ครึ่งช้อนชา และน้ำแข็งละเอียดวิธีทำ นำสับปะรด สตอเบอรี่ โยเกิร์ต น้ำผึ้ง และน้ำแข็งละเอียด ปั่นให้เข้ากัน เทใส่แก้ว ตกแต่งด้วยสตอเบอรี่ อร่อยแถมได้ประโยชน์จากสมุนไพรด้วย

เด็กกับ"ดนตรี"และ"ศิลปะ


สมองของเด็กในช่วงขวบปีแรก เส้น ใยสมองจะพัฒนาได้ดีหากถูกกระตุ้นอย่างเหมาะสม ผ่านการใช้ประ สาทสัมผัสทั้ง 5 คือ การมองเห็น ได้ยิน รับรู้รส กลิ่น และผิวสัมผัส .....
เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า กระบวนการทางดนตรีและศิลปะช่วยส่งเสริมให้วงจรสมองของเด็กมีประสิทธิ ภาพมากขึ้น ส่งผลให้เด็กเรียนรู้ได้รวดเร็ว ในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้ ดนตรีสมอง - ช่วยพัฒนาเซลล์สมองได้อย่างสมดุล มีการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท ทำให้สมองทั้ง ซีกขวาและซ้ายทำงานพร้อมกัน สมองซีกขวารับรู้ความไพเราะ รู้สึก ผ่อนคลาย ส่วนสมองซีกซ้ายรับรู้ตัวโน้ตและจังหวะภาษา - ช่วยพัฒนาความสามารถทางด้านภาษาและการพูดให้ดีขึ้นร่างกาย - การประกอบท่าทางพร้อมเสียงเพลงของเด็ก จะช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหว บริหารกล้ามเนื้อและการทรงตัวที่ดีอารมณ์ - เสียงเพลงที่มีจังหวะ ท่วงทำนองที่ฟังสบาย (ดนตรีคลาสสิค) ทำให้สภาวะจิตใจสงบ กล้ามเนื้อสมองผ่อนคลาย พร้อมรับข้อมูลความรู้ต่างๆศิลปะสมอง - กระบวนการทำงานศิลปะ มีผลต่อการพัฒนาสมองและจินตนาการ ฝึกให้สมองคิดตลอดเวลา โดยผ่านกระบวนการทางศิลปะ ฉะนั้น เมื่อสมองทำงานอยู่เรื่อยๆ ฝึกบ่อยๆ สมองจึงมีประสิทธิ ภาพลูกน้อยมีความสามารถอารมณ์ - การวาดรูป ระบายสี การปั้น และกระบวนการอื่นๆ ทางศิลปะ ช่วยให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย เรียนรู้ที่จะแสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความต้องการของตน และการเข้าใจผู้อื่นทักษะสังคม - ช่วยให้เด็กเรียนรู้ทักษะผ่านการทำกิจกรรมเป็น กลุ่ม รู้จักรอคอย และการช่วยเหลือซึ่งกันและกันร่างกาย - ฝึกทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกาย และกระตุ้นพัฒนาการการทำงานประสานกันของอวัยวะส่วนต่างๆ เช่น การปั้นแป้งโดว์ การจับดินสอ การระบายสี หรือหัดเขียนย้ำว่า ความสามารถ ความฉลาด ความเก่ง หรือทักษะด้านต่างๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ปรารถนานั้น จุดเริ่มต้นมาจากกระบวนการเรียนรู้ที่ดีก่อน เมื่อสมองของลูกน้อยได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่อง สมองก็ยิ่งเชื่อมโยงเซลล์ประสาทต่อกันมากขึ้น โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ด้วยอารมณ์และความรู้สึกที่มีความสุข จะยิ่งก่อให้เกิดความทรงจำและกระบวนการเรียนรู้ที่ดี