วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

22 จานเด็ด ลดเสี่ยงมะเร็ง


ผลว ิจัยล่าสุดจากมหาบัณฑิตสาขาพิษวิทยาทางอาหารและโภชนาการ สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า 22 ตำรับอาหารไทยช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงมะเร็งได้

มลฤดี สุขประสานทรัพย์ ผู้วิจัยได้สร้างแบบจำลองเลียนแบบการกินอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง อาทิ อาหารปิ้ง ย่าง รมควัน และอาหารที่ต้มตุ๋นเป็นเวลานาน โดยนำอาหารไทยเหล่านั้นมาทำปฏิกิริยากับไนไตรท์ ในสภาวะคล้ายการย่อยอาหารของคน ได้ผลวิจัยออกมาว่า อาหารไทยที่ป้องกันมะเร็งได้ดีที่สุด ตามลำดับ ได้แก่

1. คะน้าน้ำมันหอย

2. ไก่ทอดสมุนไพร

3. ทอดมันปลากราย

4. แกงเลียง

5. ไข่เจียวใส่หอมหัวใหญ่พร้อมมะเขือเทศ

6. กะเพรากุ้งใส่ถั่วฝักยาว

7. แกงเผ็ดเป็ดย่าง

8. แกงจืดตำลึง

9. ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์

10. ส้มตำไทย

11. ผัดผักรวมน้ำมันหอย


ส่วนอาหารไทยที่ป้องกันมะเร็งได้ดีในระดับกลาง ตามลำดับได้แก่

12. ฉู่ฉี่ปลาทับทิม

13. น้ำพริกลงเรือ

14. ห่อหมกปลาช่อนใบยอ

15. แกงจืดวุ้นเส้น

16. แกงเขียวหวานไก่

17. แกงส้มผักรวม

18. ต้มยำเห็ด


และอาหารไทยที่ป้องกันมะเร็งได้ต่ำ มีอยู่ 4 ชนิดตามลำดับ คือ

19. เต้าเจี้ยวหลน

20. น้ำพริกกุ้งสด

21. ต้มยำกุ้ง

22. ยำวุ้นเส้น

ข้อมูลนี้ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่า อาหารไทยไม่แพ้ใครในโลก ทั้งรสชาติและประโยชน์ต่อร่างกาย

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ป้องกัน ไวรัสคอมพิวเตอร์ แบบง่าย ๆ


ไวรัสสำหรับคอมพิวเตอร์ ก็คล้าย ๆ กับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของโรคหวัดของเรานั่นแหละ นอกจากจะทำร้ายคอมพิวเตอร์ของเรา ยังอาจลุกลามไปถึงเครื่องคนอื่นได้ โดยเฉพาะในออฟฟิศหรือสำนักงาน มาป้องกันไวรัสด้วยวิธีง่าย ๆ นี้ดีกว่า อย่าเปิดอ่านอีเมลแปลก ๆ เวลาที่คุณเช็กอีเมล ถ้าเผอิญเจออีเมล์ชื่อแปลก ที่ไม่รู้จักให้สงสัยไว้ก่อนเลยว่าต้องมีไวรัสแน่นอน แม้ว่าชื่อหัวข้ออีเมลจะดูเป็นมิตรแค่ไหน ก็อย่าเผลอกดเข้าไปเด็ดขาดล่ะ ใช้โปรแกรมตรวจจับและกำจัดไวรัส (Anti-virus) ต้องยอมรับว่า ไม่มีโปรแกรมตรวจจับและกำจัดไวรัสโปรแกรมใดสมบูรณ์แบบ จะต้องอัพเดตโปรแกรมที่ใช้ตรวจจับและกำจัดไวรัสอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ครอบคลุมถึงไวรัสชนิดใหม่ ๆ อย่าโหลดเกมมากเกินไป เกมคอมพิวเตอร์จากเว็บไซต์ต่าง ๆ อาจมีไวรัสซ่อนอยู่ ไม่ควรโหลดมาเล่นมากเกินไป และควรโหลดจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น บางทีเว็บไซต์จะมีเครื่องหมายบอกว่า "No virus หรือ Anti virus" อยู่แบบนี้ถึงจะไว้ใจได้ สแกนไฟล์ต่าง ๆ ทุกครั้งก่อนดาวน์โหลดไฟล์ทุกประเภท ควรทำการสแกนไฟล์ รวมทั้งข้อมูลจากภายนอกก่อนเข้ามาใช้ในเครื่อง ไม่ว่าจะเป็น CD, Diskette หรือ Handydrive ต้องใช้โปรแกรมค้นหาไวรัสเสียก่อน หมั่นตรวจสอบระบบต่าง ๆ ควรตรวจสอบระบบต่าง ๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร์อย่างสม่ำเสมอ เช่น หน่วยความจำ, การติดตั้งโปรแกรมใหม่ ๆ ลงไป, อาการแฮงค์ (Hang) ของเครื่องเกิดจากสาเหตุใด บ่อยครั้งหรือไม่ ซึ่งคุณอาจจะต้องติดตั้งโปรแกรมพวกบริการ (Utilities) ต่าง ๆ เพิ่มเติมในเครื่องด้วย


Tip ... รู้ได้อย่างไรว่าคอมพิวเตอร์ติดไวรัสแล้ว

1. การทำงานของคอมพิวเตอร์ช้าลงกว่าปกติ

2. คอมพิวเตอร์หยุดทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุ

3. อยู่ดี ๆ ข้อมูลบางอย่างก็หายไป

4. ตัวเครื่อง Restart เองโดยไม่ได้สั่ง

5. แป้นพิมพ์ทำงานปกติหรือไม่ทำงานเลย

การอ่านหนังสือขั้นเทพ


พญ.วิจิตรา แนะนำว่า เทคนิคการอ่านเพื่อสร้างความจดจำ ไม่มีอะไรซับซ้อน เพียงเริ่มต้น


1. เตรียมพร้อมที่จะอ่าน โดยสร้างความสนใจ และเห็นความสำคัญของสิ่งที่จะอ่าน

2. หาสถานที่ที่เหมาะสม ไม่มีเสียงรบกวน

3. นั่งตัวตรงที่ขอบเก้าอี้ ไม่พิงพนัก

4. ปิดตาหายใจเข้าออกลึก ๆ เพื่อผ่อนคลาย ใช้นิ้วชี้นำข้อความไปเรื่อย ๆ

5. อ่านบทนำ หัวข้อ ของผู้เขียน เพราะจะเป็นการรวบรวมเนื้อหาและขอบเขตของเนื้อหาทั้งหมด

6. ระหว่างอ่านต้องเตือนตนเองว่า เนื้อเรื่องพูดถึงใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร

7. อ่านเนื้อหาไม่ต้องอ่านทุกคำ บางครั้งช่วยด้วยการอ่านออกเสียง และที่สำคัญคือ

8. หลังอ่านจบสรุปเนื้อหา ซึ่งตรงนี้สามารถกลับมาทบทวนได้ง่าย ไม่ต้องมานั่งอ่านหมดทั้งหน้า และหากนำไปใช้บ่อย ๆ ก็จะทำให้เอ่านเร็วขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาทั้งวันกับการอ่านหนังสือหน้าเดียวแล้วก็จำอะไรไม่ได้
หลังการอ่านหนังสือจบ จะต้องมีการทบทวน ภายใน 24 ชั่วโมง เพราะจากการทดลอง พบว่า หากทบทวนภายใน 24 ชั่วโมง จะทำให้จำได้ถึง 80% และใช้เวลาน้อยมากในการอ่านทบทวน ซึ่งต่างจากคนที่ทบทวนภายใน 7 วัน จะจำได้เพียง 50% ส่วนคนที่ทบทวนการสอบจะจำได้เพียง 20 - 30% เท่านั้น
ปิดท้ายด้วยเทคนิคการจำ พญ.จิตราบอกว่าให้ใช้การจำโดยการแต่งเรื่องสนุก ๆ โดยนำคำต่าง ๆ มานำหน้า หรื่อเป็นเรื่องตลก เป็นต้น หรืออีกวิธีหนึ่งคือ การจำโดยใช้แผนที่ หรือที่เรียกว่า Mind Mapping ซึ่งวิธนี้ จะทำให้เข้าใจง่ายมากขึ้น โดยบางครั้งอาจจะใช้วิธีการวาดรูปแทนข้อความบางข้อความเพื่อสร้างความจดจำ เทคนิคง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์มหาศาล

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วันรักต้นไม้แห่งชาติ


เป็นวันสำคัญของไทยที่มีความหมายน่ารักและน่าภูมิใจไม่น้อย สำหรับ "วันรักต้นไม้แห่งชาติ" ซึ่งตรงกับวันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี แต่เอ...เพื่อน ๆ รู้หรือเปล่าคะ ว่าวันดี ๆ แบบนี้ มีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร และใครกันที่เป็นผู้กำหนด วันรักต้นไม้แห่งชาติ ขึ้นมา??? อ่ะ อ่ะ….ไม่ต้องสงสัยกันไป เพราะเนื่องในโอกาส วันรักต้นไม้แห่งชาติ กระปุกจะพาเพื่อน ๆ ไปหาคำตอบเรื่อง วันรักต้นไม้แห่งชาติ กันค่ะ.....
วันรักต้นไม้แห่งชาติ หรือ "วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ" (National Annual Tree Care Day) ถือกำเนิดขึ้นจากแรงปณิธานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือสมเด็จย่า ที่ทรงให้ความสำคัญการบำรุงรักษาต้นไม้และต้องการฟื้นฟูความสมดุลของธรรมชาติ โดยพระองค์ทรงปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ด้วยพระองค์เองมาตลอดพระชนม์ชีพ ด้วยเหตุนี้ คณะรัฐมนตรี จึงมีมติเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ.2533 กำหนดให้ วันที่ 21 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็น "วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ"

ต่อมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการระดมความเห็นจากบุคคลทั่วไป เพื่อกำหนดชื่อที่เหมาะสมสำหรับวันดังกล่าว ปรากฏว่าชื่อ "วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ" ได้รับการพิจารณา ทำให้ "วันบำรุงรักษาต้นไม้ประจำปีของชาติ" ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น "วันรักต้นไม้ประจำปีของชาติ" หรือ “วันรักต้นไม้แห่งชาติ” ในวันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2533 เป็นต้นมา

สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการกำหนด วันรักต้นไม้แห่งชาติ ขึ้นมานั้นก็เพื่อบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามโครงการและสถานที่ต่าง ๆ ให้เติบโตแข็งแรง ดังที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกแล้วมากกว่าการปลูกต้นไม้ใหม่ ซึ่งในปัจจุบันเราจะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนว่ามีโครงการปลูกป่าต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การติดตามดูแลรักษาโครงการที่เกิดขึ้นไปแล้วนั้นมีน้อยมาก

ทั้งนี้ หากปล่อยให้ต้นกล้าที่เราตั้งใจหย่อนรากลงดินเจริญเติบโตเองตามยถากรรม ต้นกล้าน้อย ๆ ที่หวังว่าจะเติบโตช่วยให้ร่มเงา ช่วยลดภาวะโลกร้อน ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ สร้างพื้นที่สีเขียว ฯลฯ อาจต้องมีอันเป็นไปเสียก่อนที่จะได้ทำหน้าที่ของมัน หรืออาจไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น โครงการปลูกต้นไม้ที่ทำกันมา ก็จะเป็นการเสียทั้งงบประมาณ เสียทั้งเวลา แรงกายแรงใจที่ทุ่มเทลงไปก็สูญเปล่า เพียงเพราะเราไม่ได้ติดตามบำรุงรักษาต้นไม้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

นอกจากเหตุผลหลักดังกล่าวแล้ว วันรักต้นไม้แห่งชาติ ยังเกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ต่อไปนี้

1. เพื่อบำรุงรักษาต้นไม้ที่ปลูกไว้ตามโครงการและสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งการปลูกซ่อมต้นที่ตาย ให้สามารถเจริญเติบโตขึ้นปกคลุมพื้นที่โดยเร็ว

2. เพื่อชี้นำให้ประชาชนร่วมมือร่วมใจกันบำรุงรักษาต้นไม้ ที่ปลูกไว้ตามสถานที่ต่าง ๆ โดยพร้อมเพรียง

3. เพื่อให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการบำรุงต้นไม้ที่ปลูกไว้ อันจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว

4. เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาถวายเป็นราชสักการะ แด่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยเข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญดังกล่าว ซึ่งกรมป่าไม้ได้จัดให้มีการบำรุงต้นไม้ทุกปี

ส่วนการจัดกิจกรรมใน วันรักต้นไม้แห่งชาติ จะถูกจัดขึ้นทุกปี โดยกรมป่าไม้ จะกำหนดให้จังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ จัดกิจกรรม วันรักต้นไม้แห่งชาติ รณรงค์ให้ทุกคนมาร่วมกันบำรุงรักษาต้นไม้ เช่น การให้ปุ๋ย พรวนดิน ถากถางวัชพืชที่โคนต้นไม้ ฯลฯ


...แล้วอย่าลืมมาร่วมกัน รักษ์ต้นไม้ ในวันสำคัญ วันรักต้นไม้แห่งชาติ 21 ตุลาคม นี้ พร้อม ๆ กันทั่วประเทศนะคะ

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2552

8 วิธี ฟื้นฟูจิตใจ


ไม่ว่าคุณจะเศร้า เหงา กังวล ท้อแท้ หวาดกลัว หรือผิดหวัง เมื่อต้องเผชิญกับอุปสรรค อย่าเพิ่งถอดใจยอมแพ้นะคะ ชีวิตนี้ยังมีเรื่องดีๆ รออยู่อีกมากมาย วันนี้มีเคล็ดลับฟื้นฟูจิตใจ ให้คลายจากความเครียด วิตกกังวล และหมองเศร้า ถือเป็นการปัดฝุ่นละอองในหัวใจ ...ลดความขุ่นมัวในอารมณ์

1) ทำอะไรช้าลง เช่น ออกเดินทางไปที่นัดหมายเร็วกว่าปกติ 10 นาที ชีวิตจะเร่งรีบน้อยลงและเครียดน้อยลง


2) ใกล้ชิดธรรมชาติ ต้นไม้จะช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวา และเป็นกุญแจไขไปสู่ความสุข


3) หาสัตว์มาเลี้ยง เพื่อผ่อนคลายความเครียด และช่วยคลายเหงา เช่น สุนัข, แมว และปลาทอง


4) ยิ้มสู้เข้าไว้ การยิ้มหรือหัวเราะ ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมาน้อยลง


5) ให้รางวัลความสำเร็จกับตัวเอง หาเวลาพักสักนิดจิบชากาแฟสักหน่อย ก่อนจะเริ่มลุยงานชิ้นต่อไป

6) อย่ากลัวที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ เมื่อรู้สึกว่าเก็บกดทนไม่ไหว หาตัวช่วยด่วนจี๋ อย่าปล่อยทิ้งไว้เป็นขยะอารมณ์


7) อ่านหนังสือ ไม่มีอะไรจะหันเหความเศร้าได้ดีไปกว่าการอ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม


8) ใช้วันหยุดให้เป็นประโยชน์ ถ้าเครียดนัก ลองลาพักร้อนยาวๆ จะช่วยทำให้สมองโล่ง จิตใจสงบขึ้น

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เล็กๆ น้อยๆ เรื่องการนอน


ไปอ่านเจอบทสัมภาษณ์ของ Dr Neil Stanley - ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการนอน ในคอลัมน์ " Take it from an expert " ของ Times Online คิดว่าน่าสนใจดีเพราะส่วนตัวเป็นคนที่นอนดึก(มาก)ตื่นสาย แอบกังวลนิดๆว่าจะเป็นอะไรต่อสุขภาพรึเปล่า (โดยเฉพาะเรื่องแก่เร็ว " นี้วิตกหนักเลยค่ะ) และต่อไปนี้คือความรู้และเคล็ดลับเล็กๆน้อยในเรื่องการนอนที่อาจช่วยให้คุณ หลับสบายขึ้น.....
1.หลายคนคงคุ้นกับประโยคที่บอกว่า “ ควรนอนไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมง ” ใช่ ไหมค่ะ แต่ดร. Neil บอกว่าจริงๆแล้วไม่มีกฎตายตัวว่าต้องนอนนานเท่าไหร่ มันแล้วแต่บุคคล ถ้าอยู่ในระหว่าง 3 – 11 ชั่วโมงถือว่าใช่ได้ไม่ผิดปรกติอะไร ถ้าอีกวันตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกสดชื่นสดใส สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็ถือว่าโอเคแล้ว
2. เรื่องเวลานอนที่จริงแล้วไม่ค่อยสำคัญ สิ่ง ที่ควรสนใจคือคุณได้ใช้เวลาไปกับการหลับลึกมากแค่ไหนต่างหาก ซึ่งช่วงหลับลึกจะกินเวลาหนึ่งในสามแรกของการนอนและเป็นช่วงที่ร่างกายได้ รับการพักผ่อนมากที่สุดค่ะ มันไม่จริงหรอกค่ะที่นอนตอนสี่ทุ่มจะดีกว่าตอนห้าทุ่ม ข้ออ้างนี้มันสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่เอาไว้ใช้ไล่ให้ลูกไปเข้านอน
3. สำหรับเรื่องการนอนไม่หลับ ดร. Neil บอกว่าส่วนตัวแล้วเขาเป็นคนหลับง่าย ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าเกิดคุณนอนไม่หลับหรือสะดุ้งตื่นกลางดึก อย่ามั่วแต่นอนพลิกไปพลิกมา ลองหยิบหนังสือที่มีเนื้อหาสบายๆไม่เร้าอารมณ์มากมาอ่าน ถ้าร่างกายคุณยังคงต้องการการพักผ่อน มันก็จะง่วงขึ้นมาเอง
4. ดร. Neil กับภรรยาแยกเตียงกันนอน เขา บอกว่า “ การนอนเป็นสิ่งเห็นแก่ตัวที่สุดที่คุณสามารถทำได้ ” ถ้าแยกกันนอนกับคนรักแล้วสบายตัวสบายใจหลับฝันได้ ก็แยกเตียงเถอะ ดีกว่าทนฟังเสียงกรน ดมตด หรือถูกคนรักเตะตลอดทั้งคืน ส่วนใครที่กังวลว่าทำแบบนี้มันจะมีผลกระทบต่อชีวิตคู่รึเปล่า คำตอบคือไม่ค่ะ ... ซึ่ง ดร. Neil กล่าวไว้ว่า" ไม่ได้นอนด้วยกัน ไม่ใช่ปัญหา .... แต่ไม่มีเซ็กซ์กันตั้งหากที่เป็น! "

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

สอนลูกรู้จักใช้จ่าย


อาจด้วยสังคมของวัยรุ่นปัจจุบันมัก ให้ความสำคัญกับวัตถุสิ่งของ รวมถึงต้องการมีสิ่งของเครื่องใช้ในแบบที่เพื่อนมี ดังนั้น พ่อแม่จึงควรหาแนวทางป้องกันมิให้ลูกหลงไปกับวัตถุสิ่งของมากจนเกินไปโดย.....

ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี พ่อแม่ควรมีวินัยในการใช้จ่าย ไม่ฟุ่มเฟือย รู้จักคุณค่าของเงินเพื่อให้ลูกได้เห็นแบบอย่างที่ดี ควรพูดคุยกับลูกถึงรายรับรายจ่ายของครอบครัว เพื่อให้ลูกทราบว่าสถานะการเงินเป็นเช่นไร มีค่าใช้จ่ายจำเป็นอะไรบ้างในครอบครัว และเขาควรใช้จ่ายเงินอย่างไร

ไม่ควรตามใจลูกมากเกินไป การซื้อของทุกอย่างที่ลูกอยากได้ เป็นการเพาะนิสัยการใช้จ่ายที่ไม่ถูกต้องให้ลูก การใช้เงินมากเกินไปขณะที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตนเองทำให้ลูกติดนิสัย ฟุ่มเฟือย และในอนาคตหากเขาต้องทำงานและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง อาจทำให้รายได้ไม่พอใช้ จนต้องมีหนี้สิน ซึ่งจะเป็นผลร้ายต่อตัวลูก

ปลูกฝังค่านิยมทางจิตใจมากกว่าทางวัตถุ พ่อแม่ควรพูดคุยให้ความสำคัญและปลูกฝังให้ลูกเห็นความสำคัญและคุณค่าทางจิต ใจมากกว่าสิ่งของเงินทอง ควรเป็นตัวอย่างในการแสวงหาความสุขทางใจ โดยไม่พึ่งเงินทองเช่น แสดงน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักการให้อย่างมีความสุข ไม่ยึดติดกับวัตถุสิ่งของ ไม่ดูถูกหรือเห็นคนอื่นด้อยค่า สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกมีจิตใจละเอียดอ่อนเข้าใจและเห็นคุณค่าของคน

ให้ลูกเรียนรู้คุณค่าของเงิน โดยอาจให้ลูกทำงานพิเศษหากเขาต้องการซื้อของที่มีราคาแพง เพื่อช่วยให้ลูกเรียนรู้ถึงความยากลำบากในการหาเงินเมื่อเทียบกับการใช้จ่าย ที่ไม่จำเป็น

การ สอนให้ลูกรู้จักใช้จ่ายเงินทอง ช่วยให้ลูกเข้าใจถึงคุณค่าของสิ่งต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้จักคิดรู้จักที่จะใช้จ่ายอย่างมีคุณค่า มิใช่ซื้อข้าวของเพียงเพราะความสวยงามหรือตามแฟชั่น

ขอบคุณข้อมูลจาก สยามดารา