เพราะน้ำแข็งมีความหนาแน่นน้อยกว่า น้ำที่มีน้ำหนักเบากว่าน้ำ จึงสามารถลอยอยู่บนน้ำได้ การเปรียบเทียบน้ำหนักของน้ำและน้ำแข็งจะต้องเปรียบเทียบในจำนวนปริมาตรที่ เท่ากัน น้ำหนึ่งลูกบาศก์เซนติเมตรมีน้ำหนักหนึ่งกรัมแต่น้ำแข็งหนึ่งลูกบาศก์ เซนติเมตรจะหนักเพียง 0.9 กรัม แสดงว่าน้ำแข็งเบากว่าน้ำ ดั้งนั้นน้ำแข็งจึงสามารถลอยอยู่บนน้ำได้..... น้ำ มีสมบัติเฉพาะตัว เมื่อน้ำมีอุณหภูมิที่ 4 องศาเซลเซียสน้ำจะขยายตัว น้ำเมื่อแข็งตัวจะมีปริมาตรเพิ่มขึ้นกว่าเดิมประมาณ 10 เปอร์เซนต์ ถ้านักเรียนใส่น้ำใน ลูกโป่งและนำไปแช่แข็งน้ำแข็งจะมีมวลเท่าเดิมแต่ปริมาตรเพิ่มขึ้น การที่สสารมีมวลเท่าเดิมแต่ขนาดเพิ่มขึ้นแสดงว่าสสารนั้นมีความหนาแน่นลดลง ดังนั้นเมื่อใส่น้ำแข็งในน้ำ น้ำแข็งจึงลอย เพราะน้ำแข็งมีความ หนาแน่นน้อยกว่าน้ำผลบางประการที่เกิดจากสมบัติข้อนี้ของน้ำ
ตัวอย่างเช่น ถ้าใส่น้ำในขวดแก้วจนเต็มปรี่แล้วปิดจุกจนแน่น นำไปแช่เย็นจนน้ำเปลี่ยนเป็น น้ำแข็ง ขวดที่ใส่จะแตก ทั้งนี้เพราะน้ำขยายตัวเมื่อเป็นน้ำแข็ง อีกประการหนึ่งก็คือ ถ้าเมื่อน้ำ เปลี่ยนสถานะเป็นน้ำแข็งแต่ไม่ขยายตัว (เพิ่มปริมาตร) น้ำแข็งอาจจับตัวอยู่ก้นทะเล หรือมหาสมุทร ไม่แข็งอยู่เฉพาะผิวหน้า ถ้าเป็นเช่นนั้นในฤดูหนาวน้ำในทะเลสาปใน ประเทศที่อยู่ใกล้ขั้วโลกจะเป็นน้ำแข็งไปหมดพอถึงฤดูร้อน น้ำแข็งหลอมเหลวไม่หมด ก็จะทำให้ระบบนิเวศของโลกเปลี่ยนไปด้วย
ข้อมูลจาก :: ที่นี่ดอทคอม
วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2552
เหตุใดน้ำแข็ง จึงลอยอยู่บนน้ำได้
วันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552
น้ำเพื่อสุขภาพ
ร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ถึง 75% ของน้ำหนักตัว เราอาจจะอดอาหารได้เป็นเดือน ๆ แต่ร่างกายไม่สามารถขาดน้ำได้เกินกว่า 3-7 วัน การดื่มน้ำอย่างถูกต้อง จะช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดี หัวใจทำงานปกติ และมีประสิทธิภาพแข็งแรงขึ้น ขณะเดียวกัน การขับถ่ายของเสียก็ทำงานได้ดี ที่สำคัญยังช่วยให้ใบหน้าชุ่มชื่น มีเลือดฝาด และไม่ปวดหลังหรือบั้นเอว เพราะสุขภาพไตแข็งแรง.....
หลักการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด สามารถทำง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยน้ำที่เหมาะแก่การดื่มคือ น้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ร้อนหรือเย็นจัดจนเกินไป ถ้าเป็นน้ำอุ่น ควรดื่มตอนเช้า เพื่อช่วยล้างลำไส้ให้สะอาด และช่วยการขับถ่ายของเสีย ในแต่ละวัน เราควรดื่มน้ำทั้งหมด 10 แก้ว โดยตื่นนอนตอนเช้าดื่ม 1 แก้ว ตอนสายดื่มอีก 2 แก้ว ตอนบ่ายและตอนเย็นดื่มครั้งละ 3 แก้ว และก่อนเข้านอนดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายขึ้น นอกเหนือจากน้ำเปล่าแล้ว คุณ ๆ สามารถดื่มน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ได้ไม่จำกัด ข้อควรจำคือ ไม่ควรดื่มน้ำก่อนและหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางลง ส่งผลให้การย่อยไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในแต่ละมื้อไม่ควรรับประทานอาหารให้แน่นจนเกินไป ควรทานแค่อิ่มพอดี แล้วรับประทานผลไม้สดเพื่อล้างคอ ก่อนจะจิบน้ำตามนิดหน่อย รับรองสบายท้อง ส่วนการรับประทานอาหารพร้อมกับดื่มน้ำตลอดเวลา เป็นนิสัยที่ควรเลิก ทางที่ดีควรซดน้ำแกงกลั้วคอจะเวิร์กกว่า
หลักการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด สามารถทำง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยน้ำที่เหมาะแก่การดื่มคือ น้ำอุณหภูมิปกติ ไม่ร้อนหรือเย็นจัดจนเกินไป ถ้าเป็นน้ำอุ่น ควรดื่มตอนเช้า เพื่อช่วยล้างลำไส้ให้สะอาด และช่วยการขับถ่ายของเสีย ในแต่ละวัน เราควรดื่มน้ำทั้งหมด 10 แก้ว โดยตื่นนอนตอนเช้าดื่ม 1 แก้ว ตอนสายดื่มอีก 2 แก้ว ตอนบ่ายและตอนเย็นดื่มครั้งละ 3 แก้ว และก่อนเข้านอนดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร ถ้าเป็นน้ำอุ่นจะช่วยให้หลับสบายขึ้น นอกเหนือจากน้ำเปล่าแล้ว คุณ ๆ สามารถดื่มน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ได้ไม่จำกัด ข้อควรจำคือ ไม่ควรดื่มน้ำก่อนและหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ เพราะจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจางลง ส่งผลให้การย่อยไม่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ในแต่ละมื้อไม่ควรรับประทานอาหารให้แน่นจนเกินไป ควรทานแค่อิ่มพอดี แล้วรับประทานผลไม้สดเพื่อล้างคอ ก่อนจะจิบน้ำตามนิดหน่อย รับรองสบายท้อง ส่วนการรับประทานอาหารพร้อมกับดื่มน้ำตลอดเวลา เป็นนิสัยที่ควรเลิก ทางที่ดีควรซดน้ำแกงกลั้วคอจะเวิร์กกว่า
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2552
โรคเอ็มเอส โรคร้ายของหนุ่มสาว

โรคเอ็มเอส หรือ โรคปลอกประสาทอักเสบ หนุ่มสาววัยทำงานทั้งหลาย เคยมีอาการรู้สึกเหน็บชา ไม่มีแรง เห็นภาพซ้อน เดินทรงตัวผิดปกติบ้างไหมเอ่ย ถ้าเคยมีอาการดังที่กล่าวมา คุณอาจจะเสี่ยงต่อการเป็น โรคเอ็มเอส ได้ แล้ว โรคเอ็มเอส คืออะไรกันล่ะ ไปรู้จักกันดีกว่าค่ะ.....
โรคเอ็มเอส หรือโรคมัลติเพิล สเคอโรซิส (Multiple sclerosis : MS) หรือชื่อภาษาไทยว่า โรคปลอกประสาทอักเสบ เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งระบบประสาทส่วนกลางนี้จะประกอบด้วย สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา เมื่อเกิดการอักเสบ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอลง สำหรับในประเทศไทย พบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ได้ไม่มากนัก แต่ก็ถือว่า เป็นโรคที่มีความรุนแรง เพราะหากปล่อยไว้นาน ก็อาจพิการได้ถึงร้อยละ 50สาเหตุของ โรคเอ็มเอส สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิด โรคเอ็มเอส นั้น ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่า โรคเอ็มเอส เกิดจากปัจจัยหลัก คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการติดเชื้อ หรือได้รับเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียบางชนิด ส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถแยกแยะได้ถูกต้อง ระหว่างเซลล์ร่างกายกับสิ่งแปลกปลอม ทำให้แทนที่ภูมิต้านทานจะทำลายเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว กลับไปทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาทด้วย จนเกิดอาการอักเสบขึ้นมากลุ่มเสี่ยง โรคเอ็มเอส โรคเอ็มเอส มักพบมากในกลุ่มคนอายุน้อย วัยหนุ่มสาว หรือวัยทำงาน คือช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี ขณะที่อายุน้อยกว่า 12 ปี หรือมากกว่า 55 ปี พบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส น้อยมาก นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงเป็น โรคเอ็มเอส มากกว่าผู้ชายถึงครึ่งเท่าตัว เนื่องจากฮอร์โมนมีความแตกต่างกัน ปัจจุบันทั่วโลกพบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ประมาณ 2,500,000 คน และพบในประเทศไทยน้อยมาก ส่วนใหญ่จะพบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เป็นต้นอาการของ โรคเอ็มเอส ผู้ป่วย โรคเอ็มเอส จะมีอาการหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดโรค เช่น หากเกิดที่เส้นประสาทตา จะส่งผลต่อการมองเห็น อาจสูญเสียการมองเห็นของตาข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากเส้นประสาทตาอักเสบ จึงทำให้ปวดตา ตามัว ภายในเวลา 1-2 นาที หากเกิดที่ไขสันหลัง หรือสมอง อาจมองเห็นภาพซ้อน มีอาการชาครึ่งตัว แขนขาไม่มีแรง เหน็บชา ปวด หรือปัสสาวะไม่ออก ขึ้นอยู่กับว่าเกิดที่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมส่วนไหนของร่างกาย ถ้าเป็นที่สมองส่วนกลางที่ควบคุมการทรงตัว คนไข้อาจมีอาการหัวหมุน หรือวิงเวียนศีรษะได้แต่มักมีอาการอื่นร่วมด้วย ทั้งนี้หากเป็นมากอาจสูญเสียการเคลื่อนไหวของร่างกาย จนอาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิตได้ ใน ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้ จะมีความผิดปกติทางสมองประมาณ 30-70% โดยเฉพาะด้านการกะระยะทาง ความจำ ความเร็วในการประมวลผล และการบริหารงาน ทั้งการแก้ปัญหา การวางแผน การจัดลำดับงาน เป็นต้น ทั้งนี้ โรคเอ็มเอส ไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วย โรคเอ็มเอส แต่ละคนจะแสดงอาการแตกต่างกัน บางคนเป็นหนัก บางคนแสดงอาการเป็นครั้งคราว และผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จะเกิดอาการขึ้นมาเมื่อไหร่ ลักษณะเช่นนี้จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามสามารถจำแนก โรคเอ็มเอส ตามรูปแบบและความถี่ของอาการได้ ดังนี้ 1.โรคเอ็มเอส ชนิดที่เป็นๆ หายๆ (Relapsing – Remitting MS หรือ RRMS) 2.โรคเอ็มเอส แบบที่อาการค่อยรุดหน้าในภายหลัง (Secondary Progressive MS หรือ SPMS) 3.โรคเอ็มเอส แบบที่มีอาการค่อยๆ รุดหน้าตั้งแต่เริ่ม (Primary Progressive MS หรือ PPMS) 4.โรคเอ็มเอส ระยะเริ่มแรก (Benign MS)การวินิจฉัย โรคเอ็มเอส การวินิจฉัย โรคเอ็มเอส ของแพทย์เฉพาะทางประกอบด้วยหลายวิธี คือ 1.การทดสอบทางประสาทวิทยา (Neurological examination) เช่น สอบถามประวัติอาการในอดีต ตรวจการทำงานของตา การทรงตัว การรับสัมผัส และปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ (reflex action) เป็นต้น 2.การใช้เครื่องเอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging; MRI) ตรวจสแกน ทำให้สามารถมองเห็นภาพของสมองหรือไขสันหลังตำแหน่งที่เยื่อไมอีลินถูกทำลายและมีการสลายตัวเห็นเป็นรอยแผลเป็นในภาพ 3.การทดสอบทางสรีระวิทยาไฟฟ้าของสมองที่เรียกว่า "Evoked potentials" คือ การตรวจสอบความเร็วจากสิ่งกระตุ้น เป็นต้นว่า เสียงหรือภาพที่ส่งไปยังสมอง หรือความเร็วของการสั่งการจากสมองไปยังอวัยวะอื่นๆ ว่ามีความล่าช้ากว่าปกติหรือไม่อย่างไร 4.การเจาะไขสันหลังที่เรียกว่า "Lumbar puncture" เพื่อดูดเอาน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) ไปตรวจ เพื่อพิสูจน์ว่าเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีจำนวนมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่ามันทำงานมากขึ้นเกิดปฏิริยาเล่นงานโจมตีประสาทส่วนกลางการรักษา โรคเอ็มเอส ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีรักษา โรคเอ็มเอส ให้หายขาด เนื่องจากมีแผลเป็นในระบบประสาทเกิดขึ้น ทำได้เพียงแค่รักษาตามอาการ โดยชะลอให้อาการต่างๆ ทุเลาลง ด้วยการให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ เพื่อลดอาการอักเสบ หรือยาลดความรุนแรงของโรคในกลุ่ม Interferon bata หรือยากดภูมิคุ้มกันบางตัว แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงตามมา นอกจากนี้ยังมีการแพทย์ทางเลือกเพื่อจะช่วยทุเลาอาการ เช่น การฝังเข็ม (acupuncture), ไคโรแพรกติก (chiropractic),ใช้ยาสมุนไพร (herbal medicine),แนวการรักษาแบบโฮมิโอพาธี (homeopathy) และแนวการรักษาแบบออสทีโอพาธี (osteopathy) ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก โรคเอ็มเอส ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นคนที่เคยเป็นแล้ว ก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก เพื่อเป็นการป้องกันการเป็นซ้ำ และลดความรุนแรงของโรค ผู้ป่วย โรคเอ็มเอส จึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการซ้ำ ข้อปฏิบัติตัวในการป้องกัน โรคเอ็มเอส เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดของ โรคเอ็มเอส อย่างแน่ชัด ทำให้ไม่ทราบว่าจะป้องกัน โรคเอ็มเอส นี้ได้อย่างไร ดังนั้นการดูแลสุขภาพตัวเอง ทั้งใจและกาย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ อย่าเครียด เพราะจะทำให้ภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้คือวิธีป้องกัน โรคเอ็มเอส ที่ดีที่สุดค่ะขอขอบคุณ
โรคเอ็มเอส หรือโรคมัลติเพิล สเคอโรซิส (Multiple sclerosis : MS) หรือชื่อภาษาไทยว่า โรคปลอกประสาทอักเสบ เป็นโรคที่เกิดความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งระบบประสาทส่วนกลางนี้จะประกอบด้วย สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา เมื่อเกิดการอักเสบ จะทำให้ร่างกายอ่อนแอลง สำหรับในประเทศไทย พบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ได้ไม่มากนัก แต่ก็ถือว่า เป็นโรคที่มีความรุนแรง เพราะหากปล่อยไว้นาน ก็อาจพิการได้ถึงร้อยละ 50สาเหตุของ โรคเอ็มเอส สำหรับสาเหตุที่ทำให้เกิด โรคเอ็มเอส นั้น ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อกันว่า โรคเอ็มเอส เกิดจากปัจจัยหลัก คือ พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการติดเชื้อ หรือได้รับเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียบางชนิด ส่งผลให้ภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถแยกแยะได้ถูกต้อง ระหว่างเซลล์ร่างกายกับสิ่งแปลกปลอม ทำให้แทนที่ภูมิต้านทานจะทำลายเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว กลับไปทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาทด้วย จนเกิดอาการอักเสบขึ้นมากลุ่มเสี่ยง โรคเอ็มเอส โรคเอ็มเอส มักพบมากในกลุ่มคนอายุน้อย วัยหนุ่มสาว หรือวัยทำงาน คือช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี ขณะที่อายุน้อยกว่า 12 ปี หรือมากกว่า 55 ปี พบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส น้อยมาก นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงเป็น โรคเอ็มเอส มากกว่าผู้ชายถึงครึ่งเท่าตัว เนื่องจากฮอร์โมนมีความแตกต่างกัน ปัจจุบันทั่วโลกพบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ประมาณ 2,500,000 คน และพบในประเทศไทยน้อยมาก ส่วนใหญ่จะพบผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย เป็นต้นอาการของ โรคเอ็มเอส ผู้ป่วย โรคเอ็มเอส จะมีอาการหลากหลาย ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดโรค เช่น หากเกิดที่เส้นประสาทตา จะส่งผลต่อการมองเห็น อาจสูญเสียการมองเห็นของตาข้างใดข้างหนึ่ง เนื่องจากเส้นประสาทตาอักเสบ จึงทำให้ปวดตา ตามัว ภายในเวลา 1-2 นาที หากเกิดที่ไขสันหลัง หรือสมอง อาจมองเห็นภาพซ้อน มีอาการชาครึ่งตัว แขนขาไม่มีแรง เหน็บชา ปวด หรือปัสสาวะไม่ออก ขึ้นอยู่กับว่าเกิดที่สมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมส่วนไหนของร่างกาย ถ้าเป็นที่สมองส่วนกลางที่ควบคุมการทรงตัว คนไข้อาจมีอาการหัวหมุน หรือวิงเวียนศีรษะได้แต่มักมีอาการอื่นร่วมด้วย ทั้งนี้หากเป็นมากอาจสูญเสียการเคลื่อนไหวของร่างกาย จนอาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และเสียชีวิตได้ ใน ผู้ใหญ่ที่เป็นโรคนี้ จะมีความผิดปกติทางสมองประมาณ 30-70% โดยเฉพาะด้านการกะระยะทาง ความจำ ความเร็วในการประมวลผล และการบริหารงาน ทั้งการแก้ปัญหา การวางแผน การจัดลำดับงาน เป็นต้น ทั้งนี้ โรคเอ็มเอส ไม่ใช่โรคติดต่อ ผู้ป่วย โรคเอ็มเอส แต่ละคนจะแสดงอาการแตกต่างกัน บางคนเป็นหนัก บางคนแสดงอาการเป็นครั้งคราว และผู้ป่วย โรคเอ็มเอส ไม่สามารถคาดเดาได้ว่า จะเกิดอาการขึ้นมาเมื่อไหร่ ลักษณะเช่นนี้จึงส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามสามารถจำแนก โรคเอ็มเอส ตามรูปแบบและความถี่ของอาการได้ ดังนี้ 1.โรคเอ็มเอส ชนิดที่เป็นๆ หายๆ (Relapsing – Remitting MS หรือ RRMS) 2.โรคเอ็มเอส แบบที่อาการค่อยรุดหน้าในภายหลัง (Secondary Progressive MS หรือ SPMS) 3.โรคเอ็มเอส แบบที่มีอาการค่อยๆ รุดหน้าตั้งแต่เริ่ม (Primary Progressive MS หรือ PPMS) 4.โรคเอ็มเอส ระยะเริ่มแรก (Benign MS)การวินิจฉัย โรคเอ็มเอส การวินิจฉัย โรคเอ็มเอส ของแพทย์เฉพาะทางประกอบด้วยหลายวิธี คือ 1.การทดสอบทางประสาทวิทยา (Neurological examination) เช่น สอบถามประวัติอาการในอดีต ตรวจการทำงานของตา การทรงตัว การรับสัมผัส และปฏิกิริยารีเฟล็กซ์ (reflex action) เป็นต้น 2.การใช้เครื่องเอ็มอาร์ไอ (Magnetic Resonance Imaging; MRI) ตรวจสแกน ทำให้สามารถมองเห็นภาพของสมองหรือไขสันหลังตำแหน่งที่เยื่อไมอีลินถูกทำลายและมีการสลายตัวเห็นเป็นรอยแผลเป็นในภาพ 3.การทดสอบทางสรีระวิทยาไฟฟ้าของสมองที่เรียกว่า "Evoked potentials" คือ การตรวจสอบความเร็วจากสิ่งกระตุ้น เป็นต้นว่า เสียงหรือภาพที่ส่งไปยังสมอง หรือความเร็วของการสั่งการจากสมองไปยังอวัยวะอื่นๆ ว่ามีความล่าช้ากว่าปกติหรือไม่อย่างไร 4.การเจาะไขสันหลังที่เรียกว่า "Lumbar puncture" เพื่อดูดเอาน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลัง (cerebrospinal fluid) ไปตรวจ เพื่อพิสูจน์ว่าเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีจำนวนมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่ามันทำงานมากขึ้นเกิดปฏิริยาเล่นงานโจมตีประสาทส่วนกลางการรักษา โรคเอ็มเอส ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีรักษา โรคเอ็มเอส ให้หายขาด เนื่องจากมีแผลเป็นในระบบประสาทเกิดขึ้น ทำได้เพียงแค่รักษาตามอาการ โดยชะลอให้อาการต่างๆ ทุเลาลง ด้วยการให้ยากลุ่มสเตียรอยด์ เพื่อลดอาการอักเสบ หรือยาลดความรุนแรงของโรคในกลุ่ม Interferon bata หรือยากดภูมิคุ้มกันบางตัว แต่อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงตามมา นอกจากนี้ยังมีการแพทย์ทางเลือกเพื่อจะช่วยทุเลาอาการ เช่น การฝังเข็ม (acupuncture), ไคโรแพรกติก (chiropractic),ใช้ยาสมุนไพร (herbal medicine),แนวการรักษาแบบโฮมิโอพาธี (homeopathy) และแนวการรักษาแบบออสทีโอพาธี (osteopathy) ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก โรคเอ็มเอส ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นคนที่เคยเป็นแล้ว ก็อาจกลับมาเป็นซ้ำได้อีก เพื่อเป็นการป้องกันการเป็นซ้ำ และลดความรุนแรงของโรค ผู้ป่วย โรคเอ็มเอส จึงควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดอาการซ้ำ ข้อปฏิบัติตัวในการป้องกัน โรคเอ็มเอส เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดของ โรคเอ็มเอส อย่างแน่ชัด ทำให้ไม่ทราบว่าจะป้องกัน โรคเอ็มเอส นี้ได้อย่างไร ดังนั้นการดูแลสุขภาพตัวเอง ทั้งใจและกาย ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ อย่าเครียด เพราะจะทำให้ภูมิต้านทานร่างกายอ่อนแอ สิ่งเหล่านี้คือวิธีป้องกัน โรคเอ็มเอส ที่ดีที่สุดค่ะขอขอบคุณ
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เก็บโลกไว้ให้ลูกหลานด้วย “10 วิถีใช้ชีวิตพอเพียง”
1. กินข้าวให้หมดจาน อาหารที่เหลือทิ้ง หมายถึงการทิ้งพลังงานในการปรุง และการกำจัดด้วย
2. กินอาหารตามฤดูกาล และเป็นผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น อาหารนอกฤดูกาลนั้น จำเป็นต้องบังคับให้ออกลูก ออกผล ซึ่งหมายถึงต้องใช้พลังงานเข้าช่วย หรือไม่ก็จะต้องสั่งซื้อและขนส่งมาจากที่ห่างไกล
3. กินผักใบเขียวให้มากขึ้น ลดเนื้อแดง และชีส การเลี้ยงปศุสัตว์ทั่วโลกนั้น ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 18 แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นมังสวิรัติ เพียงแค่ลดเนื้อแดงลงแค่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็พอจะช่วยโลกได้บ้างแล้ว
4. เลือกผลิตภัณฑ์อินทรีย์ปลอดสารพิษทุกครั้งที่มีโอกาส ผลการวิจัยบอกไว้ว่า เกษตรอินทรีย์ช่วยรักษาคุณภาพของดิน ซึ่งเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สำคัญ 5. เลือกอาหารสดที่ไม่ผ่านกระบวนการแช่แข็ง การแช่แข็งอาหารให้เก็บไว้ได้นาน ต้องผ่านกระบวนการ และเพิ่มเกลือ น้ำมัน และน้ำตาล รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ส่วนใหญ่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เป็นการเพิ่มขยะอีกด้วย
6. เศษอาหารเหลือนำมาทำปุ๋ยหมัก เพื่อช่วยคืนอินทรียสารลงสู่ดิน
7. รีไซเคิลช่วยลดคาร์บอนจากการผลิตใหม่ การรีไซเคิลกระป๋องอลูมิเนียม 1 ใบ สามารถประหยัดพลังงานได้เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้เปิดโทรทัศน์นาน 3 ชั่วโมง ส่วนขวดแก้ว 1 ใบ หากนำมารีไซเคิลจะประหยัดพลังงานได้เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้เปิดหลอดไฟขนาด 100 วัตต์ นาน 4 ชั่วโมง
8. ถอดปลั๊ก เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้า 9. เลือกอุปกรณ์ประหยัดน้ำ และอุปกรณ์ประหยัดไฟ
10. วางแผนการเดินทางโดยเลือกยานพาหนะที่คุ้มค่า (ต่อโลก) ให้มากที่สุด เช่น เดินทางด้วยจักรยาน หรือระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น
ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :: กิจกรรม ลดโลกร้อน ด้วยวิถีพอเพียง (Change Now for All Tomorrow)
2. กินอาหารตามฤดูกาล และเป็นผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น อาหารนอกฤดูกาลนั้น จำเป็นต้องบังคับให้ออกลูก ออกผล ซึ่งหมายถึงต้องใช้พลังงานเข้าช่วย หรือไม่ก็จะต้องสั่งซื้อและขนส่งมาจากที่ห่างไกล
3. กินผักใบเขียวให้มากขึ้น ลดเนื้อแดง และชีส การเลี้ยงปศุสัตว์ทั่วโลกนั้น ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 18 แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นมังสวิรัติ เพียงแค่ลดเนื้อแดงลงแค่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็พอจะช่วยโลกได้บ้างแล้ว
4. เลือกผลิตภัณฑ์อินทรีย์ปลอดสารพิษทุกครั้งที่มีโอกาส ผลการวิจัยบอกไว้ว่า เกษตรอินทรีย์ช่วยรักษาคุณภาพของดิน ซึ่งเป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนที่สำคัญ 5. เลือกอาหารสดที่ไม่ผ่านกระบวนการแช่แข็ง การแช่แข็งอาหารให้เก็บไว้ได้นาน ต้องผ่านกระบวนการ และเพิ่มเกลือ น้ำมัน และน้ำตาล รวมถึงบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ ส่วนใหญ่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ เป็นการเพิ่มขยะอีกด้วย
6. เศษอาหารเหลือนำมาทำปุ๋ยหมัก เพื่อช่วยคืนอินทรียสารลงสู่ดิน
7. รีไซเคิลช่วยลดคาร์บอนจากการผลิตใหม่ การรีไซเคิลกระป๋องอลูมิเนียม 1 ใบ สามารถประหยัดพลังงานได้เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้เปิดโทรทัศน์นาน 3 ชั่วโมง ส่วนขวดแก้ว 1 ใบ หากนำมารีไซเคิลจะประหยัดพลังงานได้เทียบเท่ากับปริมาณไฟฟ้าที่ใช้เปิดหลอดไฟขนาด 100 วัตต์ นาน 4 ชั่วโมง
8. ถอดปลั๊ก เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการลดการปล่อยคาร์บอนจากการใช้ไฟฟ้า 9. เลือกอุปกรณ์ประหยัดน้ำ และอุปกรณ์ประหยัดไฟ
10. วางแผนการเดินทางโดยเลือกยานพาหนะที่คุ้มค่า (ต่อโลก) ให้มากที่สุด เช่น เดินทางด้วยจักรยาน หรือระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น
ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก :: กิจกรรม ลดโลกร้อน ด้วยวิถีพอเพียง (Change Now for All Tomorrow)
วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552
10 ท่ากระชับสัดส่วนสวย
หากไม่ยืดเส้น ยืดสาย ขยับแขนขากันบ้าง ระวังสัดส่วนจะไม่กระชับดั่งใจ .....
สาว ๆ วัยทำงานที่รู้สึกว่าตัวเองคือมนุษย์เงินเดือน ต่างก็ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน หลังเลิกงานก็ตรงกลับบ้าน และเลือกที่จะดูแลตนเองเพียงแค่ควบคุมอาหารการกิน ดูแลผิวพรรณ และนอนหลับพักผ่อน เพราะหลายคนรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะไปออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ และอาจจะต้องทนเมื่อยล้ากล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ลองหันมาออกกำลังกายในท่าง่าย ๆ ทำได้ที่บ้านทั้ง 10 ท่า ต่อไปนี้...
สาว ๆ วัยทำงานที่รู้สึกว่าตัวเองคือมนุษย์เงินเดือน ต่างก็ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงาน หลังเลิกงานก็ตรงกลับบ้าน และเลือกที่จะดูแลตนเองเพียงแค่ควบคุมอาหารการกิน ดูแลผิวพรรณ และนอนหลับพักผ่อน เพราะหลายคนรู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะไปออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ และอาจจะต้องทนเมื่อยล้ากล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ เพราะฉะนั้น ลองหันมาออกกำลังกายในท่าง่าย ๆ ทำได้ที่บ้านทั้ง 10 ท่า ต่อไปนี้...
1.บริหารต้นขาและสะโพก ด้วยการนอนตะแคงข้าง ยกขาข้างหนึ่งขึ้น-ลง และสลับทำอีกข้าง
2.บริหารหน้าท้องและต้นขา ให้นอนหงาย ชันเข่าขึ้น ก่อนยกศีรษะไปทางด้านขวาพร้อมยกขาขวา หากยกศีรษะไปทางด้านซ้าย ก็ให้ยกขาซ้าย
3.บริหารช่วงเอว ยืนตรงแยกขาทั้งสองข้างห่างพอประมาณ จากนั้นยกแขนให้มือทั้งสองข้างประสานกันโดยหงายฝ่ามือออก และเอียงตัวไปด้านข้างสลับกันไปมา
4.บริหารแผ่นหลัง ช่วงหน้าอก และต้นขา ยกแขน และขาทั้งสองข้างขึ้น-ลงพร้อม ๆ กัน
5.บริหารต้นขา และหน้าท้อง ให้นอนราบ วางแขนสองสองข้างแนบลำตัว ยกขาทั้งสองข้างขึ้น-ลง
6.บริหารหน้าขา นอนราบกับพื้น แขนสองข้างวางแนบลำตัว ยกขาเตะสลับ สองจังหวะ
7.บริหารต้นขา ยืนตรง แยกปลายเท้าห่างพอสมควร มือสองข้างจับช่วงเอว แล้วยอตัวขึ้น-ลง
8.บริหารคอ ยืนตรง แขนแนวลำตัว หันศีรษะและลำตัวไปด้านซ้ายสลับขวา
9.บริหารสะโพก ให้คว่ำหน้าลงพื้น ชันศอกและเข่า ยกขาเหยียดตรงออกนอกลำตัวไปทางด้านหลังสลับขาซ้าย-ขวา
10.บริหารต้นขาและสะโพก ด้วยการนอนราบลงกับพื้น วางแขนชิดลำตัว ยกขาทั้งสองข้างพร้อมกันในลักษณะงอเข่า พยามให้หน้าขาชิดถึงบริเวณหน้าท้อง บริหารร่างกายด้วยท่าข้างต้นเป็นประจำ จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อ แถมยังช่วยกระชับสัดส่วนได้ดี เหมาะกับสาว ๆ ที่ไม่ค่อยมีเวลาออกกำลังกายอย่างจริงจัง ...วันนี้ กลับถึงบ้านแล้วลองทำดู. takecareDD@gmail.com
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ที่มาข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552
ชื่นชมลูก ช่วยพัฒนา
เด็กก็เช่นเดียวกันต้องการการยอมรับ คำชื่นชม และกำลังใจจากพ่อแม่ เพื่อให้ตนเองรู้สึกมีคุณค่า และพัฒนาความมั่นใจให้กับตนเอง พ่อแม่สามารถทำได้โดย.....
-ยอมรับในความสามารถของลูก เด็กแต่ละคนมีความสามารถ ความถนัดที่แตกต่างกัน พ่อแม่จึงควรยอมรับลูกอย่างที่เขาเป็น ไม่นำมาเปรียบเทียบกัน และให้โอกาสลูกได้พัฒนาความสามารถตามความถนัด-ให้คำชื่นชมลูก เมื่อลูกมีความพยายามและความตั้งใจ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในครั้งแรกๆ รวมถึงให้คำชื่นชมเมื่อลูกทำสิ่งที่ดี เช่น แบ่งของเล่นให้น้อง ช่วยงานบ้าน มีน้ำใจ เป็นต้น-ให้กำลังใจลูก แสดงความสนใจในสิ่งที่ลูกชอบ สนับสนุนให้ลูกรู้จักคิดและตัดสินใจด้วยตนเองการยอมรับและคำชื่นชมของพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อตนเอง รู้สึกว่าตนมีคุณค่าเป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้ถึงคุณค่าของตนเองและสามารถพัฒนาตนเองด้วยความมั่นใจ
ข้อมูลจาก :: หนังสือพิมพ์ข่าวสด
-ยอมรับในความสามารถของลูก เด็กแต่ละคนมีความสามารถ ความถนัดที่แตกต่างกัน พ่อแม่จึงควรยอมรับลูกอย่างที่เขาเป็น ไม่นำมาเปรียบเทียบกัน และให้โอกาสลูกได้พัฒนาความสามารถตามความถนัด-ให้คำชื่นชมลูก เมื่อลูกมีความพยายามและความตั้งใจ แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในครั้งแรกๆ รวมถึงให้คำชื่นชมเมื่อลูกทำสิ่งที่ดี เช่น แบ่งของเล่นให้น้อง ช่วยงานบ้าน มีน้ำใจ เป็นต้น-ให้กำลังใจลูก แสดงความสนใจในสิ่งที่ลูกชอบ สนับสนุนให้ลูกรู้จักคิดและตัดสินใจด้วยตนเองการยอมรับและคำชื่นชมของพ่อแม่เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ลูกพัฒนาทัศนคติที่ดีต่อตนเอง รู้สึกว่าตนมีคุณค่าเป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะช่วยให้ลูกรู้ถึงคุณค่าของตนเองและสามารถพัฒนาตนเองด้วยความมั่นใจ
ข้อมูลจาก :: หนังสือพิมพ์ข่าวสด
วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552
เเม่ยุคใหม่ที่ลูกต้องการ
ในวันแม่ของทุกปี แม่อยากให้ลูกเป็นคนดีของแม่ และในวันแม่ปีนี้ลูกๆ ก็อยากจะขอคุณแม่บ้าง อยากให้แม่เป็นแม่ในยุค 2009.....
วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันแม่ของคนไทย วันที่แม่และลูกจะได้รำลึกถึงความผูกพันที่ลึกซึ้ง สายใยรักที่มีต่อกันมาตั้งแต่รู้จักกันในบทบาทแม่และลูก ในวันนี้คุณแม่อาจใช้โอกาสในวันสำคัญเพื่อเติมเต็มความรักความห่วงใยที่มีต่อลูก โดยการให้พร แนะนำสั่งสอน ย้ำเตือนบทบาทของลูกในแบบที่แม่ต้องการ หรือรอรับดอกมะลิที่ลูกจะมอบให้ด้วยความรักและเคารพในพระคุณของแม่
ปัจจุบันการสื่อสารมีความก้าวหน้ามากขึ้นทำให้โลกเล็กลง วัฒนธรรมมีการผสมผสานมากขึ้น สังคมไทยได้รับอิทธิพลจากสังคมตะวันตกมากขึ้น ซึ่งมีทั้งการผสมผสานแล้วได้ส่วนผสมที่ลงตัวและที่ไม่ลงตัว ครอบครัวไทยที่ได้รับผลจากการผสมผสานนั้นมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในครอบครัว รวมถึงวิถีหรือแนวทางในการเลี้ยงดูบุตร ครอบครัวไทยกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) มากขึ้น มีแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single Mom) มากขึ้นจากการหย่าร้าง บทบาทของแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกโดยขาดการแนะนำ หรือจากภาระงานที่มากขึ้น เวลาที่ให้กับลูกน้อยลง ส่งผลให้เด็กในสังคมไทยเกิดปัญหามากขึ้น การเป็นแม่ยุคใหม่นี้ คงไม่ง่ายนักสำหรับคุณแม่มือใหม่ เนื่องในโอกาสวันแม่จึงขอแนะแนวทางการเป็นแม่ยุคใหม่ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมครอบครัวไทยที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้คุณแม่มือใหม่มีแนวทางการเลี้ยงเด็กในยุค 2009 ที่อาจจะช่วยให้คุณแม่มือใหม่เป็น “แม่ยุคใหม่ ที่ลูกคุณต้องการ”
ในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งคงต้องให้การดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจควบคู่กัน ซึ่งหมายถึง การตอบสนองปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการ และการให้ความรักที่เหมาะสม คงมีคุณแม่หลายคนตั้งคำถามว่า ความรักที่เหมาะสมหมายถึงอย่างไร เพราะแม่หลายคนบอกว่า “แม่คิดว่าแม่ให้ความรักแบบนี้กับลูกและให้อย่างเต็มที่ แต่เพราะอะไรลูกถึงไม่รักแม่เลย” นั่นแสดงถึงความรักที่แม่ให้ในแบบที่แม่คิดว่าลูกต้องการ ไม่ใช่ความรักที่ลูกอย่างได้ ทีนี้มาดูกันว่าแนวทางการให้ความรักจากแม่แบบไหนที่ลูกต้องการในแต่ละช่วงวัย
วัยทารก ในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญเพราะเป็นช่วงวัยที่มีพัฒนาการทางจิตสังคมของเด็กซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกที่จะส่งผลในอนาคต ในช่วงวัยทารกการดูแลทางกายที่เหมาะสม หมายถึง แม่ตอบสนองกับเด็กเวลาที่เด็กหิว ขับถ่าย ไม่สบายตัว แต่ในขณะเดียวกันการตอบสนองทางกายจะเกิดควบคู่กับการตอบสนองทางจิตใจด้วย หมายถึง เวลาที่แม่ได้เข้าไปให้นมลูกเวลาที่ลูกหิว ดูแลความสะอาดเวลาที่ลูกขับถ่าย และเช็ดตัวเวลาลูกไม่สบาย แม่สามารถให้การดูแลทางจิตใจหรือให้ความรับกับลูกได้โดยการที่แม่เข้ามาพูดคุยกับลูก (Object - Presenting) การโอบกอดสัมผัสลูก (Holding) และการจัดการกับปัญหาให้ลูก (Handling) ทั้ง 3 วิธีการนี้ต้องทำไปพร้อมกัน ช่วยให้ความพึงพอใจกับลูกและลดความวิตกกังวลให้ลูก
วัยเด็ก ในวัยนี้เป็นช่วงวัยของการเปิดโลกกว้าง แม่สามารถจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทั้งทางร่างกายและสมองของลูกโดยการส่งเสริมการทานอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์ จัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้ลูก แม่ที่เด็กต้องการจะต้องรู้วิธีการฝึกระเบียบวินัยให้กับลูกแบบที่ไม่ทำให้ลูกรู้สึกถูกบังคับ เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่จะต่อต้านเพื่อเรียนรู้ปฏิกิริยาจากแม่ แม่ต้องทำให้เรื่องของการฝึกระเบียบวินัยเป็นเรื่องที่สนุก ทำให้เหมือนกับการเล่มเกม ถ้าลูกทำได้ดี ต้องมีรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่แม่ให้กับลูก
วัยรุ่น วัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ คุณแม่บางคนอาจจะทำความเข้าใจลูกวัยรุ่นได้ยากขึ้น เพราะลูกวัยนี้ต้องมีการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ลูกใช้เวลาส่วนใหญ่กับเพื่อนเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์แบบต่างๆ คุณแม่ที่ลูกๆ วัยรุ่นต้องการจะเป็นแม่ที่สามารถทำตัวเป็นเพื่อนกับลูกได้ ไปกับกลุ่มเพื่อนๆ ได้ ไปเที่ยวพร้อมกัน ไปทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน และในบางครั้งคงต้องแนะนำการคบเพื่อนต่างเพศเพราะลูกเริ่มมีคนมาจีบ แม่ต้องสนับสนุนในเรื่องการเรียนที่ลูกตัดสินใจเลือกเอง วัยนี้เป็นวัยที่ควรจะมีเป้าหมายในการเรียนของตนเองที่ชัดเจน แม่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา ไม่วางแผนให้ลูกเดินตามสิ่งที่แม่วางไว้ ชีวิตในอนาคตควรจะเป็นสิ่งที่ลูกเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่แม่เลือกให้
วัยผู้ใหญ่ วัยนี้เป็นวัยที่ลูกบางคนเริ่มมี 2 บทบาท ทั้งบทบาทที่เป็นลูก และบทบาทที่เป็นแม่ แม่ที่ลูกวัยนี้ต้องการคือ แม่ที่คอยให้คำปรึกษาในการดำเนินชีวิต ครอบครัว อีกทั้งการแนะนำบทบาทของสามีหรือภรรยาที่ดี รวมถึงบทบาทของพ่อแม่ที่ดีของลูก ประสบการณ์ที่แม่มีและได้สอนลูกจะถูกถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่อๆ ไป
โดยสรุปแล้ว แม่ที่ลูกทุกวัยต้องการ คือ แม่ที่เข้าใจลูกและมีกลยุทธ์ในการดูแลลูกแต่ละช่วงวัยให้เหมาะสม การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกในทุกช่วงวัยเป็นการช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง (Intimacy) ส่งผลให้ลูกประสบผลสำเร็จในการดำเนินชีวิต เพราะลูกมีการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นใจ รับมือกับปัญหาและแก้ปัญหาได้ดี สามารถสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม เพียงเท่านี้แม่ที่เห็นลูกมีความสุข ก็จะมีความสุขมากกว่าลูกเป็นร้อยเท่าพันเท่า
ข้อมูลจาก :: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันแม่ของคนไทย วันที่แม่และลูกจะได้รำลึกถึงความผูกพันที่ลึกซึ้ง สายใยรักที่มีต่อกันมาตั้งแต่รู้จักกันในบทบาทแม่และลูก ในวันนี้คุณแม่อาจใช้โอกาสในวันสำคัญเพื่อเติมเต็มความรักความห่วงใยที่มีต่อลูก โดยการให้พร แนะนำสั่งสอน ย้ำเตือนบทบาทของลูกในแบบที่แม่ต้องการ หรือรอรับดอกมะลิที่ลูกจะมอบให้ด้วยความรักและเคารพในพระคุณของแม่
ปัจจุบันการสื่อสารมีความก้าวหน้ามากขึ้นทำให้โลกเล็กลง วัฒนธรรมมีการผสมผสานมากขึ้น สังคมไทยได้รับอิทธิพลจากสังคมตะวันตกมากขึ้น ซึ่งมีทั้งการผสมผสานแล้วได้ส่วนผสมที่ลงตัวและที่ไม่ลงตัว ครอบครัวไทยที่ได้รับผลจากการผสมผสานนั้นมีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตในครอบครัว รวมถึงวิถีหรือแนวทางในการเลี้ยงดูบุตร ครอบครัวไทยกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว (Nuclear Family) มากขึ้น มีแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single Mom) มากขึ้นจากการหย่าร้าง บทบาทของแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกโดยขาดการแนะนำ หรือจากภาระงานที่มากขึ้น เวลาที่ให้กับลูกน้อยลง ส่งผลให้เด็กในสังคมไทยเกิดปัญหามากขึ้น การเป็นแม่ยุคใหม่นี้ คงไม่ง่ายนักสำหรับคุณแม่มือใหม่ เนื่องในโอกาสวันแม่จึงขอแนะแนวทางการเป็นแม่ยุคใหม่ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมครอบครัวไทยที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้คุณแม่มือใหม่มีแนวทางการเลี้ยงเด็กในยุค 2009 ที่อาจจะช่วยให้คุณแม่มือใหม่เป็น “แม่ยุคใหม่ ที่ลูกคุณต้องการ”
ในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งคงต้องให้การดูแลทั้งทางร่างกายและจิตใจควบคู่กัน ซึ่งหมายถึง การตอบสนองปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการ และการให้ความรักที่เหมาะสม คงมีคุณแม่หลายคนตั้งคำถามว่า ความรักที่เหมาะสมหมายถึงอย่างไร เพราะแม่หลายคนบอกว่า “แม่คิดว่าแม่ให้ความรักแบบนี้กับลูกและให้อย่างเต็มที่ แต่เพราะอะไรลูกถึงไม่รักแม่เลย” นั่นแสดงถึงความรักที่แม่ให้ในแบบที่แม่คิดว่าลูกต้องการ ไม่ใช่ความรักที่ลูกอย่างได้ ทีนี้มาดูกันว่าแนวทางการให้ความรักจากแม่แบบไหนที่ลูกต้องการในแต่ละช่วงวัย
วัยทารก ในช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญเพราะเป็นช่วงวัยที่มีพัฒนาการทางจิตสังคมของเด็กซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกที่จะส่งผลในอนาคต ในช่วงวัยทารกการดูแลทางกายที่เหมาะสม หมายถึง แม่ตอบสนองกับเด็กเวลาที่เด็กหิว ขับถ่าย ไม่สบายตัว แต่ในขณะเดียวกันการตอบสนองทางกายจะเกิดควบคู่กับการตอบสนองทางจิตใจด้วย หมายถึง เวลาที่แม่ได้เข้าไปให้นมลูกเวลาที่ลูกหิว ดูแลความสะอาดเวลาที่ลูกขับถ่าย และเช็ดตัวเวลาลูกไม่สบาย แม่สามารถให้การดูแลทางจิตใจหรือให้ความรับกับลูกได้โดยการที่แม่เข้ามาพูดคุยกับลูก (Object - Presenting) การโอบกอดสัมผัสลูก (Holding) และการจัดการกับปัญหาให้ลูก (Handling) ทั้ง 3 วิธีการนี้ต้องทำไปพร้อมกัน ช่วยให้ความพึงพอใจกับลูกและลดความวิตกกังวลให้ลูก
วัยเด็ก ในวัยนี้เป็นช่วงวัยของการเปิดโลกกว้าง แม่สามารถจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทั้งทางร่างกายและสมองของลูกโดยการส่งเสริมการทานอาหารที่หลากหลายและมีประโยชน์ จัดสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยให้ลูก แม่ที่เด็กต้องการจะต้องรู้วิธีการฝึกระเบียบวินัยให้กับลูกแบบที่ไม่ทำให้ลูกรู้สึกถูกบังคับ เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่จะต่อต้านเพื่อเรียนรู้ปฏิกิริยาจากแม่ แม่ต้องทำให้เรื่องของการฝึกระเบียบวินัยเป็นเรื่องที่สนุก ทำให้เหมือนกับการเล่มเกม ถ้าลูกทำได้ดี ต้องมีรางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่แม่ให้กับลูก
วัยรุ่น วัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ คุณแม่บางคนอาจจะทำความเข้าใจลูกวัยรุ่นได้ยากขึ้น เพราะลูกวัยนี้ต้องมีการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ลูกใช้เวลาส่วนใหญ่กับเพื่อนเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์แบบต่างๆ คุณแม่ที่ลูกๆ วัยรุ่นต้องการจะเป็นแม่ที่สามารถทำตัวเป็นเพื่อนกับลูกได้ ไปกับกลุ่มเพื่อนๆ ได้ ไปเที่ยวพร้อมกัน ไปทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน และในบางครั้งคงต้องแนะนำการคบเพื่อนต่างเพศเพราะลูกเริ่มมีคนมาจีบ แม่ต้องสนับสนุนในเรื่องการเรียนที่ลูกตัดสินใจเลือกเอง วัยนี้เป็นวัยที่ควรจะมีเป้าหมายในการเรียนของตนเองที่ชัดเจน แม่ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษา ไม่วางแผนให้ลูกเดินตามสิ่งที่แม่วางไว้ ชีวิตในอนาคตควรจะเป็นสิ่งที่ลูกเลือกเอง ไม่ใช่สิ่งที่แม่เลือกให้
วัยผู้ใหญ่ วัยนี้เป็นวัยที่ลูกบางคนเริ่มมี 2 บทบาท ทั้งบทบาทที่เป็นลูก และบทบาทที่เป็นแม่ แม่ที่ลูกวัยนี้ต้องการคือ แม่ที่คอยให้คำปรึกษาในการดำเนินชีวิต ครอบครัว อีกทั้งการแนะนำบทบาทของสามีหรือภรรยาที่ดี รวมถึงบทบาทของพ่อแม่ที่ดีของลูก ประสบการณ์ที่แม่มีและได้สอนลูกจะถูกถ่ายทอดไปสู่รุ่นต่อๆ ไป
โดยสรุปแล้ว แม่ที่ลูกทุกวัยต้องการ คือ แม่ที่เข้าใจลูกและมีกลยุทธ์ในการดูแลลูกแต่ละช่วงวัยให้เหมาะสม การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกในทุกช่วงวัยเป็นการช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง (Intimacy) ส่งผลให้ลูกประสบผลสำเร็จในการดำเนินชีวิต เพราะลูกมีการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง มีความมั่นใจ รับมือกับปัญหาและแก้ปัญหาได้ดี สามารถสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ได้อย่างเหมาะสม เพียงเท่านี้แม่ที่เห็นลูกมีความสุข ก็จะมีความสุขมากกว่าลูกเป็นร้อยเท่าพันเท่า
ข้อมูลจาก :: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
